(บทความสำหรับจะลงในนิตยสาร Esquire ฉบับครบรอบ 13 ปี)
อายุ 13 ช่วงเวลาแห่งนมแตกพาน...
สมัยตอนอยู่ม.ต้น ผมยังจำได้ดีครับ การจิ้มนมถือเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ยืนๆ อยู่ ถ้าไม่ทันตั้งตัวนี่ เป็นต้องโดนทุกที ผู้ก่อการร้ายมักจะเดินเข้ามาด้วยหน้าตาเรียบเฉย ท่าทางไม่รู้ไม่ชี้
เฮ้ย เป็นไงวะ วันนี้อากาศดีนะ.. เมื่อวานการ์ตูนแสลมดังค์เล่ม 3 ออกแล้วนะเว่ย มึงได้อ่านยัง
เออ เฮ้ยยังเลยว่ะ เป็นไงมั่ง ได้ข่าวว่.. จึ้ก! อึก!
จึ้ก! เป็นเสียงของปลายฝ่ามือที่แหวกฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็ว แล้วทิ่มจึ้ก!เข้าไปตรงยอดของปทุมถันอย่างรุนแรง ส่วน อึก! เป็นเสียงสำลักลมปราณของเหยื่อบริสุทธิ์ผู้เผลอเปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าถึงจุดตายได้ ความเจ็บปวดรวดร้าวของเด็กอายุ 13 ที่ถูกจิ้มนมอย่างจัง ช่างหาอันใดเปรียบได้ยาก ไม่แน่อาจทัดเทียมกับการโดนเอาสันไม้บรรทัดฟุตเหล็กเคาะหน้าแข้ง หรือไม่ก็ตอนที่กำลังกินข้าวอร่อยๆ แล้วดันกัดช้อนเข้าไปเต็มๆ จนฟันแทบหัก
ผู้ที่ถูกจิ้ม บางคนอาจถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ลงไปนั่งกุมนมอยู่กับพื้น บ้างฝึกวิชายุทธมาพอสมควร อาจสบถออกมาดังๆ เพื่อสลายความเจ็บ และรีบจิ้มสวนกลับไปทันที ถ้าไม่โดนก็วิ่งไล่ตามไป อีกฝ่ายนึงก็รีบวิ่งหนี เด็ก 2 คนวิ่งไล่กันอย่างไม่คิดชีวิต ผ่านหน้าห้องพักครู อาจารย์วันเพ็ญเดินออกมาพอดี ต้องแกล้งทำเป็นเดินช้าๆ ทำเนียนเรียบร้อยทั้งคู่ หวัดดีครับจารย์..แหะๆๆ อาจารย์ผ่านไปปุ๊บ วิ่งไล่กันต่อ ในที่สุด ฝ่ายโจทย์ก็หนีมาจนมุมอยู่ที่ซอกตึก ฝ่ายจำเลยผู้คั่งแค้น ไม่รอรี เกร็งฝ่ามือทั้งสองข้าง แล้วก็กระหน่ำจิ้มลงไปอย่างเต็มกำลัง จึกๆๆๆๆ! อีกด้านนึง ไหนๆ ก็หนีไม่พ้นแล้ว ไม่ขอตายอย่างคนขลาด จิ้มสวนกลับไปบ้าง นี่แน่ะ! หมัดเพชรฆาตดาวเหนือ โอร่าๆๆๆๆๆๆๆ! จึกๆๆๆๆๆๆๆ!
ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนนิ้วสวนสลับกันไปมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าสายตาคนธรรมดาจะมองเห็นได้ เวลาผ่านไป 3 ชั่วร.ป.ภ. สิ่งที่ปรากฏหลังจากฝุ่นจาง เหลือเพียงภาพเด็กนร.ชาย 2 คน ในสภาพเสื้อหลุดลุ่ยเหงื่อโทรมกาย นั่งทรุดตัวพิงฝาหอบแฮ่กๆ มองหน้ากันแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ยอมหยุด ความระบมนมยังมีอยู่เต็มเปี่ยม แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่แปลก ทั้งเจ็บทั้งขำ ทั้งน้ำตาจะหลั่งทั้งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แถมยังรู้สึกงี่เง่าตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นความสนุกของเด็กผู้ชาย ที่เด็กผู้หญิงอาจไม่มีวันเข้าใจ (แต่ก็ไม่แน่นะ หรือว่าบางทีเด็กหญิงอายุ 13 ก็อาจมีการละเล่นแบบนี้เหมือนกัน?)
นั่นแหละครับ อายุ 13... วันวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เรื่องนมนี่แค่เรื่องหนึ่ง ไหนจะมีเรื่องการปลูกป่าอีก สาหร่ายผมนางค่อยๆ งอกเป็นหย่อมๆ ในส่วนที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน เด็กชายผลัดวัยเป็นเด็กหนุ่ม ต้องให้พ่อสอนใช้ที่โกนหนวดเป็นครั้งแรก เด็กหญิงเติบใหญ่เป็นเด็กสาว ต้องให้แม่สอนวิธีโกนเต่า วิธีใช้สำลีซับน้ำแดง ฯลฯ ทอล์คออฟเดอะทาวน์เวลาอยู่กับเพื่อนที่โรงเรียน ก็ไม่ค่อยจะพ้นเรื่อง เฮ้ย เป็นไง มึงลองทำดูรึยังวะ? ได้จับเวลาปะ กี่นาทีเสร็จ? การนั่งๆ เรียนอยู่ แล้วได้รับขนหงิกๆ ดำๆ ที่เพิ่งถอนมาอุ่นๆ แล้วส่งต่อๆ กันมาจากโต๊ะข้างหน้า ถือเป็นเรื่องปกติมาก การแลกเปลี่ยนหนังสือโป๊กันหลังเลิกเรียนก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา.. อีกอย่างนึง สำหรับเด็กวัยนี้ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในจักรวาล ความเป็นปัจเจกในตัวเองยังไม่ค่อยพัฒนา ไปห้างกันทีก็ต้องยกขโยงกันไปทั้งห้อง เห็นเพื่อนใส่เสื้อลายสก็อต กางเกงยีนขาใหญ่ รองเท้าด็อกเตอร์มาตินหนังแก้วสีเหลือง ก็ต้องไปหามาใส่มั่ง(นี่ผมพูดถึงแฟชั่นยุคผมเริ่มแตกเนื้อหนุ่มนะ) การไม่มีในสิ่งที่เพื่อนๆ เค้ามีกัน ต่อให้สิ่งนั้นจะฟังดูงี่เง่าแค่ไหนก็ตาม บางครั้งก็นำมาซึ่งความรู้สึกปวดร้าวในลักษณะที่ผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง และไม่เข้าใจ
สมัยนั้น ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อศิษฏา(อ่านว่า สิด-ดา และมักถูกล้อเป็น ซาดิสต์) โศกนาฏกรรมของมันก่อกำเนิดขึ้นจากอารมณ์ประมาณว่า ทำไมกูถึงไม่มีเหมือนเพื่อนวะ? เปล่าครับ สิ่งที่ศิษฏาไม่มีเหมือนเพื่อนในที่นี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่แม้กระทั่งหน้าตาที่หล่อเหลา แต่เป็น หัวนม
ในขณะที่เพื่อนแทบทั้งห้องหัวนมแตกพานกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว และวิ่งไล่จิ้มนมกันอย่างสนุกสนาน หัวนมของศิษฏายังคงบุ๋มบอด แทนที่จะเป็นตุ่มชูชันขึ้นมา มันกลับเป็นร่องลึกลงไปเหมือนของเด็กอ้วนที่ยังไม่โตเต็มที่ เรื่องนี้ผนวกกับเรื่องเสียงที่แหลมเล็กกว่าใครของมัน คงทำให้ศิษฏาแอบนึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ไม่น้อย
คืนวันหนึ่ง ที่บ้าน ศิษฏายืนถอดเสื้อส่องกระจก สำรวจหัวนมตัวเอง พยายามใช้นิ้วบีบเค้น ดุนให้มันปลิ้นเป็นตุ่มออกมาเหมือนอย่างชาวบ้าน กระจกวิเศษบอกข้าสิ ทำไมหัวนมข้าถึงไม่เหมือนของคนอื่น? ศิษฏารำพันรันทดกับโชคชะตา หนักเข้าก็ถึงขั้นโกรธแค้น งอกออกมาซักทีสิโว้ย ไอ้หัวนมบ้า! ความไม่พอใจในนมที่ตนเองมีอยู่ มันอัดอั้นคับอก ราวกับตั๊กบงกช ถูกบังคับให้ใส่บราเซียร์คัพ A
ทว่า ทันใดนั้นเอง หลังจากพลิกพิจารณาดูรูหัวนมตัวเองอยู่พักหนึ่ง พลันศิษฏาก็เหลือบสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง!
เออ มันเป็นเหมือนขุยๆ ขาวๆ อะไรก็ไม่รู้ว่ะ ยื่นออกมา
นี่คือคำให้การของตัวศิษฏาเองตอนที่เล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง กูก็ไม่รู้เว่ย กูนึกว่าเป็นขี้ไคร กูก็พยายามบีบแคะมันออกมาเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ โผล่ยาวออกมา... จนถึงจุดหนึ่ง กูก็รู้สึกว่าไม่ไหวว่ะ สงสัยเป็นเพราะนมบอด ทำให้รักษาความสะอาดลำบาก สิ่งสกปรกหรือพวกฝุ่นพวกแป้งอะไรพวกนี้มันคงเข้าไปอุดตันได้ง่าย.. สงสัยกูจะต้องกำจัดออกซะบ้าง ไม่แน่อาจจะเป็นขี้ไครพวกนี้ก็ได้ ที่เป็นตัวขัดขวางการงอกของหัวนมกูอยู่..
เออ แล้วจากนั้นมึงทำไงต่อวะ เพื่อนๆ ถาม
กูก็ ไปเอากรรไกรตัดเล็บมา...
ขริบ เสียงกรรไกรตัดเล็บเฉือนผ่านติ่งแปลกปลอมสีขาวที่ยืนออกมาจากรูนมบอดของศิษฏา
ซู่ด! เสียงเลือดกระฉูด กระเด็น กระเซ็นไปเปรอะติดกระจก พร้อมกับทะลัก ทะลวง เอ่อไหล เยิ้มย้อย ออกมาจากปากแผล
เชี่ย! เสียงอุทานจากปากศิษฏา กูตัดหัวนมตัวเองทิ้งเหรอวะเนี่ย! โอ้วว! ม่ายยยยยยยย..........
ซูมเอาท์ทะลุออกมาจากหลังคาบ้าน... ฟาสฟอร์เวิร์ดมาอีก 15 ปีข้างหน้า... คือตัวผมที่กำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่ในขณะนี้...
ในฐานะนักเรียนชีววิทยาวัยย่างจะสามสิบ เมื่อได้ย้อนคิดถึงตัวเองและเพื่อนๆ ในวัยสิบสาม มันก็ทำให้เกิดคำถามคิดเล่นๆ สนุกๆ ขึ้นมาข้อหนึ่ง
ดราม่าอันแสนสาหัสของเด็กชายนมบอดอายุ 13 ที่เผลอใช้กรรไกรตัดเล็บขริบหัวนมตัวเองขาดเพียงเพราะอยากมีหัวนมชูชันเหมือนคนอื่นๆ และเพราะหลงคิดว่าหัวนมตัวเองเป็นขี้ไคร... นอกจากในมนุษย์แล้ว จะยังมีตัวอะไรในโลกอีกบ้างหรือไม่ ที่ในวัย 13 ต้องมาเผชิญกับชะตากรรมการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ที่ขมขื่นถึงเพียงนี้?
การค้นคว้าหาข้อมูลในเรื่องดังกล่าว ได้นำพาผมไปยังมลรัฐทางใต้ของประเทศอเมริกา เพื่อทำความรู้จักกับจักจั่นชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า จักจั่น 13 ปี (13-
year cicadas)