ข้าหันขวับไปหาจารย์ชิมุระ จารย์ครับ ผมลาละครับ ขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา
เออ เฮ้ย คุณขับรถระวังๆ ละกันนะ ขึ้นทางด่วนตรงข้ามกะหัวลำโพงเนี่ย แล้วก็ตรงตามป้ายดาวคะนองไปเรื่อยๆ แล้วก็ข้ามสะพานแขวน ดูดีๆ นะ อย่าเผลอหลุดไปดาวคะนองล่ะ
ครับๆ เดี๋ยวผมจะรีบซิ่งเลยครับ.. เอ้อ เฮ้ย แต่ไม่มีใบขับขี่นี่หว่า หายไปพร้อมกะเป๋าตังค์
อ้าว เวร.. ยังไงคุณก็ขับดีๆ ละกัน.. เอ้อ เดี๋ยวก่อน แล้วว่าแต่ แฟนคุณล่ะ
ก็คงต้องพาไปด้วยกันแหละครับ
เหรอ ผมนึกว่า น่าจะให้เค้าไปรับบัตรคิวแล้วไปต่อแถวไว้ก่อนระหว่างคุณไม่อยู่ ได้ยินมาว่าช่วงบ่ายๆ นี่คิวยาวเป็นร้อยเลยนะ
อืม..คงไม่ได้หรอกครับจารย์ เพราะเค้าจะแจกบัตรคิวก็ต่อเมื่อมีลายเซ็นครบหมดแล้วเท่านั้น เมื่อเช้านี้แฟนผมไปถามมาแล้ว เพราะฉะนั้นต่อให้อยู่รอก็คงไม่มีประโยชน์ ก็คงต้องไปด้วยกันนั่นแหละครับ
เรอะ อืมๆ เอาเถอะๆ งั้นก็ขอให้โชคดีละกันนะ
ครับ ขอบคุณครับ
วะ5555555.. อยากจะหัวเราะให้กับโชคชะตา.. ตังค์ก็ไม่มี บัตรก็หาย มือถือก็โทรไม่ได้ นอนก็ไม่ได้นอน กินก็ไม่ได้กิน จารย์ยาชิโร่ก็ไม่อยู่ แถมยังเป็นสิวที่จมูกอีก.. วะ5555555
หลังจากโทรบอกข่าวดีกับบันเสร็จ ข้าก็รีบบึ่งรถไปรับเจ้าหล่อน ท่าทางของเธอ ดูจะพูดอะไรไม่ค่อยออก ส่วนตัวข้านั้นเป็นบ้าไปเรียบร้อยแล้ว.. เอาสิวะ มันจะมีอุปสรรคอะไรอีกก็ให้มันเข้ามา..
แวะเซเว่น กาแฟ 1 กระป๋อง หนมจีบแบ่งกันคนละ 3 ลูก ตบท้ายด้วยเกย์เตอเรท อีก 1 ขวด เป็นอันเสร็จพิธียังชีพ จากนั้นก็ตียาวขึ้นทางด่วนดาวคะนอง ตามที่จารย์ชิมุระบอก
ช่วง 30 นาทีแรก ไปได้ค่อนข้างสวย ผ่านสะพานแขวนข้ามเจ้าพระยาลงใต้มาได้ จราจรไม่ค่อยติดขัดนัก ขับไปก็ฟังเพลงแดนซ์เร้าใจไปด้วย กันหลับ

ไปได้ด้วยดี ไปได้ด้วยดี.. ซักพัก ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม.. เปาะแปะ.. เปาะแปะ แปะ แปะๆๆๆๆๆๆๆ ซู่ๆๆๆๆ อะไรวะเนี่ย! อยู่ดีๆ ฝนก็เริ่มตก รถก็เริ่มติด วิสัยทัศน์แย่มาก ต้องค่อยๆ เคลื่อนตัวไปๆ หยุดๆ เหมือนกับเดินตามหลังคนแก่ขึ้นบันไดเลื่อน ให้ตายเถอะ มันจะอะไรกันนักหนาวะเนี่ย! นี่มันวันจบสิ้นการศึกษาระดับปริญญามหาบัณฑิตของกูนะโว้ยเนี่ย! ทำไมบรรยากาศมันไม่มีอะไรเป็นใจซักอย่างเลยวะ โว้ยๆๆๆๆ !! เอาเหอะ กูไม่สนละ อะไรมันจะแย่กว่านี้ได้อีกก็มาเลย มาเลยซี่ ฝนจะตกเป็นแมงสาปงั้นเหรอ อยู่ดีๆ จะมีมนุษย์ต่างดาวราเม็งมาบุกโลกงั้นเหรอ มาเลย กูไม่กลัว กูไม่สนแล้วโว้ยยยย!!!
ย้ากกกกกกกกกกก!!!
ไอ้ที่ร้องนั่น ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกเก็บกด หรือบ้าคลั่งไปกับโชคชะตา แต่เพราะ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่ยอดอก เหมือนมีใครเอากรรไกรตัดเล็บมาขลิบสะกิดที่ปลายหัวนม พอก้มลงไปมอง ให้ตายเถอะ นั่นมันมาริจังนี่หว่า บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปแทะหัวนมเล่นน่ะ นมคนนะเว่ย ไม่ใช่นมอัดเม็ด แถมกัดตอนไหนไม่กัด มากัดเอาตอนขับรถด้วย นี่ถ้าเกิดเสียหลักชนตาย จะให้หนังสือพิมพ์เค้าพาดหัวข่าวว่าอะไร ว่าที่บัณฑิตหนุ่ม คว่ำสยองคาวิทยานิพนธ์ จิงโจ้บินโหด คลั่งกัดหัวนมขณะขับรถ งั้นเรอะ แล้วนี่ลูกของน้องชายตูจะต้องจดจำลุงของมันไปในสภาพแบบนี้น่ะเรอะ ให้ตายเถอะ แล้วมาริมันมุดเข้าไปในเสื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ของมันวะเนี่ย มาๆๆ ออกมาๆ มาริจัง ไปๆ ไปอยู่กับพี่บันนะ เออไปๆ ไปแทะหัวนมพี่บันนู่น
หลังจากผ่านวิกฤติมาได้ ก็พยายามจะตั้งสติ โอเคๆๆ... ทุกอย่างจะต้องผ่านไปด้วยดี ทุกอย่างจะต้องผ่านไปด้วยดี ฝนซา ฟ้าเริ่มสว่าง ขับไปเรื่อยๆๆ ทำใจดีๆ
ไม่นานก็เข้าเขตเมืองสมุทรสาคร ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำไป 1 แห่ง เห็นพี่ที่บอกทางเค้าบอกว่า พอข้ามแม่กลองแล้วให้ชิดซ้ายยูเทิร์นลอดใต้สะพาน.. โอเค ว่าแต่มันใช่สะพานนี้รึเปล่าวะเนี่ย ในที่สุดก็ตัดสินใจแวะถามข้างทางดู ที่ๆ แวะจอดนี่เผอิญเป็นร้านขายศาลพระภูมิซะด้วย ดีเหมือนกัน เผื่ออะไรๆ มันจะเป็นมงคลขึ้นมาบ้าง
ข้าเดินแหวกผ่าน ลัดเลาะเข้าไปกลางดงศาลาย่อส่วนสีสดใส ลึกเหมือนกันกว่าจะเข้าไปถึงตัวร้านที่คุณพี่เจ้าของเค้ายืนกวาดขยะอยู่
เอ่อพี่ครับ สะพานข้ามแม่กลองนี่ใช่ที่เพิ่งผ่านมารึเปล่าครับ ข้าเอ่ยปากถามคุณพี่ผู้หญิง
แม่กลองเหรอ ต้องตรงไปอีกนะ ไอ้ที่ผ่านมาน่ะมันท่าจีน แล้วนี่จะไปไหนเหรอหนุ่ม
อ๋อ จะไปแถวๆ ท้ายหาดน่ะครับ เห็นเค้าบอกระหว่างทางจะเจอวัดพวงมาลัย พี่พอจะรู้จักมั้ยครับ
พี่แกคว้าไอ้กระดาษที่ผมจดเส้นทางไปดู แป๊บเดียวก็เงยหน้าบอก อ๋อ วัดพวงมาลัย นี่หนุ่มตรงไปเรื่อยเลยๆ นะ เดี๋ยวมันจะเจอสะพานข้ามแม่กลอง หนุ่มก็ข้ามไปก่อนเลยนะ เสร็จแล้วค่อยยูลอดใต้ตีนสะพานฝั่งโน้นกลับมาอีกทีนึง ไปตามทางเรื่อยๆ พอเจอซอยแล้วให้เลี้ยวซ้ายแยกแรกเลย แล้วก็ตรงไปเรื่อยๆๆ มันจะเจอวัดปทุม พอผ่านวัดปทุมเจอสามแยกให้เลี้ยวขวา ตรงไปๆ เจอสี่แยก ก็ให้ตรงไปอีก สักพักจะเจอวัดพวงมาลัยอยู่ทางขวา ไอ้รีสอร์ทท้ายหาดก็อยู่ถัดไปจากนั้นแหละ นิดเดียว ไปตามทางเรื่อยๆ ซักประมาณสองสามกิโล.. พอดีบ้านพี่อยู่แถวนั้นไง เลยรู้
โอ้ว.. ให้มันได้อย่างงี้สิ ครั้งแรกที่สวรรค์เป็นใจ ถามทางก็เจอคนรู้จริงพอดี เอาล่ะ ขอบคุณพี่เค้าเสร็จแล้วก็รีบไปกันต่อดีกว่า
ฉลุยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงแถวๆ แม่กลอง ภาพที่เห็นข้างหน้าคือรถบรรทุก รถกะบะ รถเก๋ง รถทัวร์ รสวนิลา รสน้ำผึ้งผสมมะนาว สารพัดรถทุกประเภท เข้าแถวกันยาวเหยียดหลายกิโลเมตร ติดสะแหงก อยู่กับที่ ไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไปไหน 5 นาทีผ่านไปถึงจะขยับไปข้างหน้าได้ซักประมาณ 5 เมตร.. ตอนแรกๆ ก็ด้วยความงุนงง นี่รถมันติดกันได้ถึงขนาดนี้เลยแหรอวะนี่ ทำตัวเป็นหน้าห้างพารากอนไปได้ พอขับต่อไปสักนิด เริ่มเห็นป้ายทางเบี่ยง ทุกเลนมาอัดกันเหลือเลนเดียว เจ้าหน้าที่จราจร ใส่เสื้อตัว V สะท้อนแสงราวกับมด X ยืนโบกรถกันให้ขวักไขว่ ป้ายสีส้มพาดใหญ่เป็นสง่าอยู่กลางถนน เขียนว่า ขออภัย สะพานกำลังซ่อมปรับปรุง
อืมม.. แล้วนี่ถ้าตีสิสกูส่งไม่ทัน กูไม่ให้อภัยมึงได้มั้ยเนี่ย. เอาเหอะๆ ทำไรไม่ได้ นอกจากทำใจเย็นๆ เฉพาะหน้าเราได้พยายามดีที่สุดแล้วในส่วนที่เราสามารถควบคุมได้ ในส่วนที่ควบคุมไม่ได้ ก็ไม่รู้จะว่ายังไง นอกจาก อะไรจะเกิดก็คงต้องปล่อยให้มันเกิด อารมณ์เสียกับมันไปก็เท่านั้นแล ขนาดคนที่ก่อนออกจากบ้านอุตส่าห์ปิดประตูอย่างดีเพื่อกันโจร พอกลับมายังเจอบ้านพังเพราะล้อเครื่องบินตกใส่ได้เลยนี่นะ (คิดว่าเรื่องจริงนะ เคยอ่านจากข่าว)
ติดคิดอยู่อย่างหนึ่งก็คือ.. เราทำในส่วนที่เราทำได้อย่างดีที่สุดแล้วจริงเหรอวะ? เออ ถ้าเป็นเฉพาะวันนี้น่ะใช่แน่ บันยังบอกว่า ถ้าเป็นบันอยู่ในสถานการเดียวกัน มีหวังนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ที่จุฬาแล้ว นี่เราถึงกับขนาดตัดสินใจขับรถตามอาจารย์ออกมาทันที โดยไม่ยี่หระลังเล เท่านี้ก็ถือว่ายีสต์มากแล้ว
ก็จริงของบันเนาะ แต่พูดก็พูดเถอะ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสองสามปีก่อน ตอนที่เรายังละอ่อนและซนแก่น ถ้าหากตอนนั้น เรามุมานะให้มากกว่านี้ วางแผนให้ดีกว่านี้ ตัดสินใจผิดพลาดให้น้อยกว่านี้ เหลวไหลให้น้อยกว่านี้ ไม่แน่เราอาจไม่ต้องมาจนมุมกับการส่งคาดเส้นตายชนิดวินาทีสุดท้ายแบบนี้ก็เป็นได้.. ไม่ได้แล้วว่ะ ในอนาคตตอนทำปริญญาเอก เราจะปล่อยให้มันต้องลุ้นระทึกแบบตอนนี้อีกคงไม่ไหวแน่ เกิดโชคไม่เข้าข้าง จารย์ที่ปรึกษาร่วมไม่ได้ไปแค่สมุทรสงคราม แต่ไปถึงเชียงใหม่ ไปถึงเปรู จะว่ายังไง.. เข้าปริญญาเอกปุ๊บ สงสัยต้องเริ่มเขียนตีสิสตั้งแต่วันแรกเลยท่าจะดีกว่าว่ะ.. เฮ่อ แต่ก็นะ ตอนสมัยป.1 ขึ้นป. 2 ก็เคยพูดแบบนี้ ม.6 ขึ้นปีหนึ่ง ก็แบบนี้ ปีสี่ขึ้นปอโทก็แบบนี้ โอส ปีนี้แหละ เราจะขยันขึ้น ปีใหม่เริ่มต้นใหม่ จะลดความอ้วน จะไม่ปล่อยให้ห้องรก จะดูแลชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง จะไม่ปล่อยให้เป็นแบบเดิม ทำได้แรกๆ แต่สุดท้ายมันก็กลับเข้าอีหรอบเดิมทุกทีไป เฮ่อ..
เว่าตรงๆ ข้าก็เซ็งเหมือนกันนะ กับเรื่องทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้น แต่ด้วยความที่เป็นคนอะไรซักอย่าง ใช้ adjective ไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี ก็เลยทำให้เซ็งอยู่ได้ไม่นาน (ประมาณ 3 นาที) คือ น้ำกระเพื่อม แต่ก็ไม่ถึงกับขุ่น.. มนุษย์เรานี้ จะว่าไป เวลาทุกข์ใจ ก็ไม่แคล้วเพราะยึดติดอยู่กับเรื่องไม่กี่อย่าง
หนึ่ง กูนี้มันไม่ดีพอ..
สอง อดีตที่ผ่านมา ทำไมมันต้องเป็นแบบโน้น แบบนั้น..
และสาม อนาคต กลัว.. กลัวทำไม่สำเร็จ กลัวเกิดเรื่องแย่ๆ กลัวว่ามันจะเป็นแบบโน้นแบบนี้ที่ไม่ต้องการ..
สำหรับไอ้อย่างแรก.. เออ กูอาจจะไม่เพอร์เฟ็คก็จริง แต่กูก็ได้พยายามแล้ว ที่เหลือมันเป็นเรื่องของความซวย แล้วจะให้กูทำยังไงได้ล่ะ ช่างๆ มันซะบ้างเฮอะ อย่างที่สอง เรื่องมันผ่านมาแล้ว มันเป็นยังไงมันก็เป็นแบบนั้นแหละ ผิดพลาดไปก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ยอมรับมันซะเฮอะ.. ส่วนสาม อนาคตเราอาจจะวางแผนได้ แต่อะไรๆ มันก็ไม่แน่ไม่นอน เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งไปคาดหวังยึดติดมากนัก
ปัญหามันจะมาก็ให้มันมาสิ เจอแล้วก็ชนกับมันไปซึ่งๆ หน้า แก้ได้ก็แก้ได้ แก้ไม่ได้ก็คือแก้ไม่ได้ ต่อให้ล้มเหลว ทุกข์ใจ ผ่านไป ก็หาย.. ไม่มีความยวนใดที่จะอยู่อย่างยีรังถาวรหรอกนะ แล้วในชีวิตคนๆ หนึ่ง มันจะยวนได้ซักแค่ไหนกัน ยวนยังไงก็ไม่ยิ่งใหญ่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะทำให้จักรวาลล่มสลายได้หรอกนะ อย่างมากที่สุดก็แค่ตาย ก็เท่านั้น.. แถมส่วนใหญ่มันก็ไม่ค่อยจะตายกันหรอก มีแต่จะเติบโตขึ้น.. Whatever doesnt kill you only makes you stronger! ใช่มะ? เพราะฉะนั้น..
ปลดทุกข์ซะ! โยนสัมภาระส่วนเกินทางอารมณ์ทิ้งไปให้หมด เหลือแค่เผชิญหน้ากับสภาพปัจจุบันให้ได้อย่างไม่ว้าวุ่น แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว หรือจะหามุมมองในแง่ดีผนวกไปด้วยก็ได้ อย่างเช่น อืมดี เหมือนกันนะ ได้มาขับรถเที่ยวกับแฟน.. โอ๊ะโน่น ดูนั่นสิ ข้างทางมีนาเกลือด้วยเห็นมะ ขาว สวย น่ากินเชียว เดี๋ยวซื้อกลับไปฝากแม่ด้วยดีกว่า
ที่เขียนมาทั้งหมด คือสิ่งที่ข้าชอบกล่าวกับคุณแทนไทในเวลาที่เขาหัวเสีย ข้ามักจะพูดอย่างนี้ออกไปทุกทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งคุณแทนไทใจเย็นฟังแล้วก็มักจะรู้สึกเย็นใจขึ้นภายในเวลาอันสั้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มักจะทำให้เขาโดนแม่ด่าอยู่เสมอ ว่าเวลาเกิดเรื่องล้มเหลวอะไรขึ้นมาก็ตาม ก็เห็นยังคงร่าเริงสบายใจเฉิบได้ตลอด ไม่รู้จักสรุปบทเรียน หรือพูดอย่างแรงๆ หน่อยก็คือ มันไม่รู้จักสำนึกผิด ไม่รู้ร้อนรู้หนาว จริงๆ น่ะ ข้าก็ร้อนเป็นหนาวเป็นนะ สำนึกผิดก็เป็น สรุปบทเรียนเองก็เป็นด้วย เพียงแต่ชอบสรุปอย่างรวดเร็วเท่านั้นเอง อันไหนที่ยอมรับว่าบกพร่อง ปรับปรุงได้ ก็ยอมรับไปสิ ตั้งปณิธานไปสิ ว่าจะแก้.. จบ.. ถ้าไม่ใช่เรื่องที่คอขาดบาดตาย ก็ไม่เห็นประโยชน์อะไร ที่จะต้องมานั่งโศรกเศร้ายาวนาน
แล้วทำไมยังพลาดซ้ำเดิมเรื่อยๆ? แม่อาจถาม.. เป็นเพราะเราแก้จุดอ่อนไม่สำเร็จเหรอ หรือว่ายังไม่ได้แก้ หรือเป็นเพราะเรายังไม่ยอมเอาจริง คนเราบางทีแค่คิดในหัวน่ะมันง่าย รู้ดีว่าอะไรควรอะไรไม่ควร แต่ไอ้เวลาทำนี่สิมันยาก ก็เหมือนกับ ถามว่า คุณรู้มั้ย ทำยังไงถึงจะรับลูกเตะของเบ็คแฮ่มได้ ก็ไม่เห็นจะยาก ก็แค่เอามือจับ อย่าปล่อยให้มันหลุดเข้าโกล์ ก็แค่นั้นเอง ใครๆ ก็รู้ แต่ว่าถึงเวลาให้ทำจริงๆ มันทำได้ง่ายๆ อย่างนั้นรึเปล่าล่ะ?
ทำไมยังพลาดซ้ำเดิมอยู่เรื่อยๆ? เอาจริงๆ ข้าพเจ้า ก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือจริงๆ อาจจะรู้ เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นสำเหนียก? ทั้งหมดนี้ส่วนมากยังคงเปี่ยมไปด้วยปริศนา.. แต่ก็นะ ไอ้คำว่าซ้ำเดิมเรื่อยๆ เนี่ย มันวัดกันด้วยจำกัดเวลาแค่ไหนล่ะ ไม่แน่ถ้าอายุ 30 แล้ว อาจจะไม่กระทำสิ่งผิดพลาดที่คนอายุ 20 เค้าทำกันแล้วก็ได้นะ.. ข้าก็กำลังคิดและหวัง ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้น
.
.
.
รถเริ่มไหลไปได้เรื่อยๆ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดก็ได้หลุดจากสะพาน ออกจากโหมดสโลว์โมชั่นมาได้ ข้ารีบยูเทิร์นรถตามที่เค้าบอกมา พอลอดใต้สะพานมาเสร็จ เห็นซอยแรกก็เลี้ยวเลย
เอ๊ะ!
มีไรเหรอยูน?
เปล่าๆ พีที่บอกทางเค้าบอกให้เลี้ยวซ้าย แต่นี่มันมีแต่ซอยที่อยู่ทางขวานี่หว่า ขืนเลี้ยวซ้ายก็ลงแม่น้ำสิ
อืมม อันนี้แสดงให้เห็นว่า พี่เค้าเป็นผู้หญิงใช่มะ
เออใช่จริงๆ ว่ะ ผู้หญิงมักจะมีปัญหาเรื่องจำซ้ายขวาสลับกัน สมัยก่อนเราขับรถรับส่งนักเรียนนี่เจอประจำ ให้บอกทางกลับบ้านตัวเองยังบอกไม่ถูกเลย
ซวยละสิ ยูน แล้วอย่างงี้ไอ้ที่เหลือ ที่เค้าบอกมาอีกสามสี่เลี้ยวนี่ เราจะแน่ใจได้ไงว่ามันถูกเนี่ย..
เออ นั่นน่ะสิ.. เอาเหอะ มาใกล้ขนาดนี้แล้วยังไง ค่อยแวะถามชาวบ้านเอาก็ได้
ว่าแล้วข้าก็ขับเข้าไปเรื่อยๆ บ้านเรือนระแวกนั้น พอยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งร่มรื่น เรือนไม้หลังเล็กๆ แซมๆ อยู่ตามเรือกสวน ยิ่งหลังฝนตกด้วย ยิ่งแลดูชอุ่มสดชื่น น่ารัก น่าพักผ่อน นี่ถ้าไม่ได้ติดอัณฑะเรื่องตีสิสละก็ น่ามาหาที่พักตากอากาศนั่งชมหิ่งห้อยซักคืนสองคืน
บัดดล เสียงริงโทนดัง ให้ตายเถอะ น้ากบโทรมา.. สงสัยจะถามว่าส่งเรียบร้อยหรือยัง ข้าตัดสินใจไม่รับ ปล่อยให้มันค่อยๆ เงียบไป เพราะไม่รู้จะอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ให้ท่านน้าฟังเยี่ยงไรดีไม่ให้เค้าวิตก ท่านน้ายังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเรื่องไปถึงหูท่านแม่นี่สิ.. อูย.. ไม่อยากจะคิด
มือถือข้าเงียบไปแล้ว.. ทว่า ในเสี้ยววินาทีต่อมา มือถือบันก็กลับดังขึ้น เบอร์ที่โชว์เป็นเบอร์ของน้ากบอีกเช่นกัน
บันไม่ต้องรับนะ
จะดีเหรอยูน
ก็เราไม่รู้จะบอกว่าไงจริงๆ
โอเคๆ
มือถือบันค่อยๆ เงียบไป.. แต่ยังไม่ทันไร มือถือข้าดังขึ้นมาอีก คราวนี้เป็นเบอร์แม่โทรมา..
1 กริ๊ง .. 2 กริ๊ง.. 3 กริ๊ง.. ทำไงดีวะ..
4 กริ๊ง...
5 กริ๊ง..
กริก..
ฮัลโหลแม่
ฮัลโหลลูก เป็นไงมั่ง เรียบร้อยดีมั้ย
เอ่อ.. ก็คือพอดี.. ยังเหลือต้องเอาลายเซ็นอาจารย์อีกคนนึงน่ะ..แต่เอ่อ..แต่ ตอนนี้จารย์เค้าไม่ว่าง ประชุมอยู่.. ก็เลยต้องรอตอนบ่ายๆ ถึงจะให้เค้าเซ็นได้ พอเซ็นเสร็จแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา
เหรอ อืม.. เอาให้ทันนะ 4 โมงนะ อย่าให้พลาดเชียว
ครับๆ โอเคครับ
เห้อ.... หวุดหวิดๆ ปกติแล้วเราก็ไม่อยากจะโกหกแม่เล้ย แต่ทำไงได้ ตะกี้นี้มันไม่กล้าบอกจริงๆ เฮ่อ.. เห็นทีจะต้องเพิ่มข้อสี่เข้าไปซะละ ในบรรดาความกังวลยึดติดของมนุษย์ยังมีอยู่อีกอย่างนึง คือ เรื่อง ของความคาดหวังจากผู้อื่น บางทีตัวเราไม่คิดมากกับตัวเอง แต่คนอื่นยังคิดมากกับเราอยู่ ถามว่าเขาสมควรคิดมากหรือไม่ จริงๆ แล้วอย่างในกรณีนี้ก็สมควรอยู่นะ ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกันแฮะ เอาเถอะ ไว้ให้เรื่องทุกอย่างคลี่คลายเรียบร้อยหมดแล้ว ค่อยไปบอกความจริงทีหลังก็แล้วกัน.. ขอโต้ดนะก๊าบบท่านแม่
รถผ่านทางเลี้ยวลดคดโค้งมาเรื่อย ผ่านสามแยก สี่แยก ผ่านวัดปทุม วัดพวงมาลัย เป็นไปตามคำบอกทุกอย่าง ไม่มีปัญหา
และแล้วในที่สุดก็เจอ รีสอร์ทบ้านท้ายหาด
เวลาขณะนี้ 12.40 นาฬิกา เตรียมตัวกระทำการอุกอาจ บุกเข้าทำลายงานสัมนา ชิงตัวอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม.. โอ๊ะ ลืมไป เวลานี้มันเวลาพักเที่ยงพอดีนี่หว่า พอเหลือบมองไปทางห้องอาหารก็เห็นกลุ่มคนเสื้อเหลืองนั่งกันอยู่สลอน สงสัยอาจารย์เราจะเป็นหนึ่งในนั้นแหละ