Counter 123,465
Yeebud's diary - โลกนี้มันช่างยีสต์











โลกจิต 13 - ไซบอร์ก ใครบอก ไซ-ไฟ

post date : 24/03/2007 05:03:38


บ่อยครั้งเด็กๆ ชอบมาถามผม “เรียนวิทยาศาสตร์จบไปแล้วไปทำอะไรได้บ้าง?”


ถามอย่างเดียวไม่พอ มักจะทำหน้าเบื่อหน่ายด้วย ทำราวกับว่าวิทยาศาสตร์เป็นเหมือนทิชชู่ใช้แล้ว หรือบัตรสมาชิกชมรมอนุรักษ์เพนกวินแห่งประเทศไทย หรืออะไรสักอย่างก็แล้วแต่ที่มันหาประโยชน์ไม่ค่อยได้

ผมฟังแล้วก็รู้สึก อยากจะจับพวกมันมา เอาลูกปิงปองยัดใส่รูจมูก

ให้ตายเถอะ! นี่พวกแกคิดกันไม่ออกจริงๆ เหรอฟะ!  สมัยเด็กๆไม่เคยอ่านโดราเอม่อนกันรึไง ทำไมต่อมจินตนาการถึงได้บุ๋มบอดยังกะหัวนมคนอ้วนขนาดนี้!

หลังจากสบถในใจเสร็จแล้ว ผมก็คิดได้ว่า เอาเถอะ สมัยเด็กๆ ตัวเราเองก็ไม่ได้ มีโลกทัศน์กว้างไกลไปกว่าพวกนี้ซักเท่าไหร่หรอก ในเมื่อเด็กมันไม่รู้ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องบอกให้มันรู้ ไม่ใช่ไปด่าหรือไล่ตะเพิดมันให้ไปไกลๆ.. เป็นเช่นนี้แล้วก็จะเล่าเรื่องให้ฟังสักเรื่องสามเรื่องก็แล้วกัน

ปลายปี 2006 ผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับคุณ คลอเดีย มิทเชล (Claudia Mitchell) ทหารหญิงชาวอเมริกัน วัย 26 ปี เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างขับขี่มอเตอร์ไซค์ เป็นเหตุให้แขนซ้ายขาดสะบั้นตั้งแต่ช่วงหัวไหล่ลงมา โชคยังดี เธอรอดชีวิตมาได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การใช้ชีวิตที่เหลือด้วยแขนเพียงข้างเดียว คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าใดนัก โดยเฉพาะสำหรับหญิงสาวที่เคยชินกับความสมบุกสมบันมาก่อนอย่างเธอ

หลังจากที่แผลเริ่มหายดีได้ไม่นาน คลอเดียก็ได้ค้นพบว่า แม้แต่การปอกกล้วยเข้าปาก ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป เธอต้องพยายามใช้เท้าทั้ง 2 ข้าง หนีบกล้วยเอาไว้ แล้วใช้มือข้างที่เหลือค่อยๆ ปอกเปลือกมันออกมา ความรู้สึกสมเพชในความพิการของตัวเองนั้นเอ่อล้น น้ำตาของเธอเอ่อไหลออกมา ระหว่างที่กินกล้วยไปร้องไห้ไป

ถ้าเป็นในหนังไซไฟ ไม่แน่คลอเดียอาจจะถูกกองทัพนำไปดัดแปลงต่อแขนกลที่สามารถขยับได้ตามใจนึก แถมยืดยาวได้ 10 เมตร ปลายนิ้วสามารถเปลี่ยนเป็นใบมีดเลเซอร์ พร้อมทั้งยิงปืนกลได้ พ่นไฟได้ฯลฯ เธอคงจะกลายเป็นสุดยอดคนเหล็กหญิงผู้ผดุงความยุติธรรม คอยต่อสู้กับอาชญากรไม่ซ้ำหน้า แล้วพวกเราก็คงจะต้องซื้อตั๋วเข้าไปติดตามดูการผจญภัยของเธอกันอย่างสนุกระทึกใจ

ทว่าในความเป็นจริง มันจะเป็นแบบนั้นได้หรือ? คลอเดียคงได้แต่ทำใจยอมรับชะตากรรมเท่านั้นใช่หรือไม่?

ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง จะเริ่มเลือนลางลงไปทุกที      
หลายเดือนหลังจากที่เกิดเรื่อง ดร. ท็อด คุยเก้น (Todd Kuiken) นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันฟื้นฟูสภาพคนพิการ ณ นครชิคาโก (Rehabilitation Institute of Chicago) ได้ใช้เทคโนโลยีที่เพิ่งคิดค้นวิจัยขึ้นมาล่าสุด ทำการผ่าตัด เชื่อมต่อแขนเทียมอันใหม่ให้กับคลอเดีย แขนนี้เป็นคนละโลกคนละรุ่นกับแขนเทียมธรรมดาที่คนพิการทั่วไปใส่กันอย่างสิ้นเชิง มันเป็นแขนกลพิเศษซึ่งใช้ระบบอิเล็คโทรนิคตอบสนองกับกระแสประสาทของคลอเดียโดยตรง แขนเคลื่อนไหวได้โดยการอ่านคำสั่งจากเส้นประสาทซึ่งเดิมเคยส่งสัญญาณไปบังคับกล้ามเนื้อที่แขนข้างที่ขาดไปของคลอเดีย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ จิตของเธอ บัดนี้ได้ถูกเชื่อมต่อเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรกล เท่ากับว่าคลอเดียสามารถบังคับมันได้ตามใจนึก ถ้าอยากงอข้อศอกก็แค่นึกในหัว แขนกลก็จะงอข้อศอกตามที่คิด เหมือนเวลาขยับแขนปกติ ระบบนี้ทำให้เธอทั้งสามารถ ยกแขน งอข้อศอกหมุนข้อศอก กำมือแบมือ ได้อย่างราบรื่นตามใจนึก แล้วก็ทำทุกอย่างได้พร้อมๆ กัน ซึ่งแขนเทียมตามปกติไม่มีทางทำได้ ทุกวันนี้ คลอเดียสามารถใช้สองแขนในการ ซักผ้า พับผ้า  กระทั่งปอกกล้วยกินเองได้ไม่ต้องใช้เท้าช่วย ถึงจะไม่ได้ไปเป็นโรโบไซเบอร์โซลเยอร์สาวสุดเซ็กซี่อย่างในหนัง แต่เธอก็ได้รับการจารึกไว้ ในฐานะ มนุษย์จักรกล หรือไซบอกร์หญิงตัวจริงคนแรกของโลก




ตอนอ่านเรื่องนี้เสร็จ ผมหลับตาลงแล้วรำพันกับตัวเอง โอ้วว.. มนุษยชาติก้าวไปไกลถึงขนาดนี้แล้วหรือนี่ อีกไม่นาน คนงานก่อสร้างคงใช้เส้นประสาทต่อกับแขนกลยกเสาคอนกรีตหนัก 30 ตันได้โดยไม่ต้องออกแรง ตอนผมอายุซัก 60 อาจจะมีพอร์ต USB สำหรับเสียบตรงหน้าผาก เชื่อมไปออกพรินต์เตอร์ นึกอยากจะพรินต์ภาพอะไรในจินตนาการตัวเองออกมา ก็ทำได้เลยตามใจนึก อืมม.. แต่ว่ามันคงอีกนานแหละนะ กว่าจะสามารถเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างสมองกับเครื่องจักรในลักษณะแบบนั้นได้ อย่างกรณีคลอเดียนั่นก็แค่ต่อกับเส้นประสาทตรงหัวไหล่เองนี่นะ สมองคงยังอีกไกล เฮ้อ..รอไปก่อนๆ.. ว่าแล้วผมก็อ่านนู่นอ่านนี่ สืบค้นต่อไปเรื่อยเปื่อย อ่านไปๆ สักพัก ก็ปรากฏว่า ต้องหยุดหลับตารำพึงรำพันกับตนเองอีกรอบ..


เฮ้ย! มันทำได้แล้วจริงๆ ว่ะ


ตั้งแต่ปี 1999 การ์เร็ท แสตนลี่ย์(Garrett Stanley) แห่งมหาลัยฮาร์วาร์ด ทำการทดลองฝังอิเล็คโทรดเข้าไปในสมองส่วนประมวลภาพของแมว แล้วสามารถต่อสายดึงภาพที่แมวกำลังมองเห็นอยู่ ให้ออกมาปรากฏบนจอคอมพ์ได้สำเร็จ! ปี 2000 ทีมวิจัยซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหลายมหาลัย (MIT, Duke, SUNY) ฝังไมโครอิเล็คโทรดขนาดจิ๋วลงไปบนสมองลิง แล้วก็เชื่อมต่อสัญญาณไปเข้ากับแขนกลซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าตัวลิงอีกที ทั้งหมดนี้คล้ายกับกรณีของคลอเดีย แต่ต่างกันตรงที่ว่า แขนกลเชื่อมต่อกับสมองลิงโดยตรง แล้วก็ลิงเป็นลิงปกติไม่ได้พิการใดๆ ทั้งสิ้น นักวิจัยจับเจ้าลิงมานั่งกับเก้าอี้ เอาอาหารมาตั้งไว้ตรงหน้า แล้วก็มัดมือมันไว้ไม่ให้เอื้อมไปหยิบได้ (แกล้งได้โหดมาก) หนทางเดียวที่เจ้าลิงจะหยิบขนมกินได้ ก็คือมันต้องฝึกบังคับแขนกลให้สำเร็จ ปรากฏว่าความตะกละเป็นแรงจูงใจขั้นสูงจริงๆ เพียงไม่นาน ลิงก็เรียนรู้ที่จะใช้ ‘กระแสจิต’ บังคับแขนกลให้เอื้อมไปหยิบอาหารมาเข้าปากมันได้เหมือนกับใช้มือของตัวเอง.. จริงๆ แค่นี้ก็อึ้งพอแล้ว แต่ทีมวิจัยทีมนี้ ยังอยากให้เป็นข่าวดังกว่านั้นอีก ก็เลยโชว์เจ๋ง โดยการแปลงสัญญาณจากสมองลิง ส่งผ่านอินเตอร์เน็ตไปยังอีกมหาลัยหนึ่ง ที่อยู่ห่างออกไป 600 ไมล์ แล้วก็ให้ลิงใช้สมองตัวเองบังคับแขนกลที่อยู่ที่มหาลัยโน้นโดยอาศัยดูผ่านจากจอคอมพ์ ลองนึกดูนะครับ ถ้าคุณเป็นนักวิจัยที่นั่งอยู่อีกฝั่งนึง แล้วอยู่ดีๆ แขนหุ่นยนต์ที่ตั้งอยู่มันเริ่มขยับไปขยับมา  ต่อให้คุณรู้อยู่แล้วก็เถอะ ว่ามันกำลังถูกควบคุมโดยความคิดของลิงตัวหนึ่งซึ่งถูกส่งมาตามสายอินเตอร์เน็ต ผมว่ามันก็ยังยากที่จะเชื่อสายตาตัวเองอยู่ดีว่ามันจะเป็นไปได้ นี่กระมังที่เขาว่ากันว่า วิทยาศาสตร์มีจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

โลกจิต กับโลกจักร เชื่อมกันได้ในที่สุด  ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ปัจจุบันก็มีมนุษย์หลายคนแล้ว ที่ได้รับการช่วยเหลือจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดังกล่าว (ภาษาอังกฤษเรียกว่าเทคโนโลยี BCI หรือ Brain-Computer Interface)

ปี 2001 แมทท์ เนเกิล (Matt Nagle) เด็กหนุ่มอายุ 25 ปี ไปเที่ยวงานดอกไม้ไฟเฉลิมวันชาติกับเพื่อนๆ ปรากฏว่าก่อนจะกลับบ้าน เพื่อนเขาดันไปมีปากเสียงกับวัยรุ่นกลุ่มอื่น แมทท์ ซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ กระโดดลงจากรถเพื่อจะเข้าไปช่วย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรเขาก็วูบไปเสียก่อน นั่นคือความทรงจำสุดท้ายที่เขาจำได้ แมทท์ตื่นขึ้นมาอีกทีที่โรงพยาบาล หมอแจ้งข่าวร้ายบอกว่า เขาโดนมีดยาว 8 นิ้วเสียบเข้าที่ต้นคอ คมมีดเฉือนผ่านไขสันหลังขาด ทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัวตั้งแต่คอลงไป จำเป็นต้องนั่งรถเข็นและหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต แม่ของแมทท์หัวใจสลาย แต่ก็ยังสืบเสาะพยายามหาหนทางช่วยลูก จนในที่สุดไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Cyberkinetics ซึ่งเป็นผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี BCI บริษัทนี้ได้ทำการทดลองได้ผลในลิงมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีโครงการทดลองติดตั้งระบบในคนดูเป็นครั้งแรก และกำลังประกาศรับอาสาสมัครอยู่  แมทท์ พอได้ข่าว ก็รู้สึกเปี่ยมด้วยความหวังขึ้นมาอีกรอบ เทคโนโลยีอาจจะยังเสี่ยงอยู่ และยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะเวิร์คในคนหรือไม่ เนื้อสมองของเขาอาจต่อต้านสิ่งแปลกปลอม และอาจเกิดอาการอักเสบลุกลามได้ อย่างไรก็ตาม แมทท์รู้สึกว่าเขาไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้ว เขาพร้อมที่จะแลกทุกอย่าง เพียงเพื่อโอกาสที่สักวันหนึ่งจะสามารถกลับมาพึ่งพาตนเองได้อีกรอบ ในที่สุด เขากับครอบครัวก็ตัดสินใจ แมทท์อาสาสมัครเป็นมนุษย์ทดลองคนแรกของโลก ที่จะเข้ารับการผ่าตัดเชื่อมต่อสมองตนเองเข้ากับคอมพิวเตอร์

ปี 2004 ทีมนักวิจัยนำโดย ดร.จอห์น โดโนฮิว (John Donoghue) แห่งมหาวิทยาลัย Brown ได้ลงมือทำการผ่าตัด เริ่มต้นจากใช้สว่านไฟฟ้าความเร็วสูงเจาะเปิดกะโหลกของแมทท์ออกก่อน (นึกถึงเสียง ฟี้ว..ของเครื่องมือทำฟัน) จากนั้นใช้มีดผ่าตัด ค่อยๆ เลิกพวกเยื่อหุ้มสมองชั้นต่างๆ ออกไป จนกระทั่งเผยให้เห็นเนื้อสมองสีชมพูเรื่อๆ รายล้อมไปด้วยแขนงเส้นเลือดต่างๆ มากมาย สมองเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร จากนี้ไปทีมผ่าตัดต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ค่อยๆ ค้นหาตำแหน่งที่เหมาะสม ก่อนที่จะติดตั้งไมโครชิพลงไปบนผิวสมองส่วนที่แมทท์เคยใช้ในการบังคับแขน ไมโครชิพที่ว่านี้มีรูปร่างลักษณะเหมือนพวก Pentium CPU ไม่มีผิด เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจตุรัส 4x4 มิลลิเมตร ข้างใต้มีเข็มอิเล็กโทรด 100 เข็ม ยื่นออกมาเรียงกันเป็นแถวๆ แต่ละเข็มยาว 1 มิล และมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กกว่าเส้นผมซะอีก เข็มพวกนี้เมื่อปักลงไปในเนื้อสมอง จะเป็นตัวคอยรับสัญญาณไฟฟ้าจากเซลประสาทรอบๆ แล้วจากนั้นจะส่งสัญญาณต่อออกมาตามสายแผงไฟเส้นเล็กๆ ซึ่งทำด้วยทองคำแท้ ทีมผ่าตัดเอาแผ่นกะโหลกที่เปิดออกไปมาปิดกลับ ขันน็อตไทเทเนียมให้เรียบร้อย เหลือไว้แต่รูขนาดเล็กซึ่งเจาะผ่านกลางกระหม่อม เพื่อให้สายสัญญาณลอดผ่านออกมาแล้วไปเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ด้านนอกอีกที (ระบบทั้งระบบนี้มีชื่อว่า BrainGate) การผ่าตัดถือได้ว่าลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่ทีมงานก็ยังไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ระบบทั้งหมดจะทำงานได้จริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้าที่จะเข้ามาติดตั้ง แมทท์ได้อยู่ในสภาพอัมพาตมาหลายปีแล้ว และไม่แน่ว่าสมองส่วนที่เคยใช้ควบคุมกล้ามเนื้อของเขาจะยังสามารถสั่งการได้อย่างปกติหรือไม่ หนทางเดียวที่จะรู้ได้ก็คือต้องทดสอบดู



3 อาทิตย์ผ่านไป แมทท์พักฟื้นอย่างเพียงพอ และพร้อมแล้วที่จะเริ่มการทดสอบ ในด่านแรก เขาจะต้องใช้สมองตัวเองแทนเมาส์ และพยายามบังคับลูกศรให้เคลื่อนที่ให้ได้ ทุกคนต่างเฝ้าดูด้วยใจระทึก แมทท์ค่อยๆ เพ่งสมาธิจินตนาการว่ากำลังขยับแขนของตัวเอง ภาพที่ปรากฏบนจอ ปรากฏว่าลูกศรค่อยๆ ขยับตามจริงๆ ด้วย พวกเขาทำได้สำเร็จ! ถึงแม้ว่าตอนแรกๆ จะตะกุกตะกักมาก เหมือนเด็ก 3 ขวบเพิ่งหัดใช้เมาส์ใหม่ๆ แต่ทักษะของแมทท์ก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว แรกทีเดียวทีมงานตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้เวลาประมาณ 11 เดือน แต่นี่ปรากฏว่าผ่านไปแค่ 2-3 วัน แมทท์ก็สามารถควบคุมลูกศรได้ตามใจนึก มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปเสียแล้ว เขานึกซ้าย มันก็ไปซ้าย นึกขวาไปขวา นึกบนไปบน นึกล่างลงล่าง หรือจะนึกให้อยู่กับที่ หรือให้คลิก ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย แมทท์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บอกว่า ตอนเริ่มบังคับเป็นใหม่ๆ เขาดีใจมาก และประโยคแรกที่เขาอุทานออกมาในตอนนั้นก็คือ “Holy shit! I like this.”

 


ด้วยระบบ BrainGate ทุกวันนี้ แมทท์สามารถบังคับเปิดปิดไฟ เปิดปิดเปลี่ยนช่องทีวี เช็คอีเมล ใช้คอมพิวเตอร์ กระทั่งเล่นวิดิโอเกม โดยอาศัยความคิดของเขาเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่เป็นอัมพาตทั้งตัว ทำได้ขนาดนี้ ก็ถือได้ว่าแทบจะเป็นปาฏหารย์อยู่แล้ว แต่วิทยาการก็ยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น ในอนาคตแมทท์มีความหวังว่า ดร. โดโนฮิว จะสามารถพัฒนาระบบ BrainGate ให้สมบูรณ์แบบขึ้นได้เรื่อยๆ อีกไม่นานชิพในสมองของเขาอาจจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับรถเข็นไฟฟ้า ทำให้เขาสามารถบังคับมันไปไหนมาไหนได้ตามใจตนเอง สักวันหนึ่ง สายสัญญาณจากสมองอาจจะถูก bypass ผ่านไขสันหลังส่วนที่ขาด ไปเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อในอวัยวะต่างๆ ของเขาโดยตรง และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ เขาอาจหายใจเองได้ กระทั่งอาจกลับมาเดินได้ด้วยลำแข้งของตนเองอีกครั้ง  

“เรียนวิทย์ไปทำอะไรได้บ้าง?”

ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งก็คือ ไปทำให้ความหวัง ความฝัน และจินตนาการของมวลมนุษยชาติกลายเป็นความจริงขึ้นมา

มันต่างกันมากนะครับ กับเวลาที่เด็กไปเรียนพิเศษแล้วเค้าเน้นบอกว่า

“เรื่องนี้คุณต้องรู้นะ เพราะออกข้อสอบแน่นอน”


-------------------------------------------------------


-Note
วิดิโอของ คลอเดียกับแมทท์หาดูได้ใน youtube.com เสิร์ชโดยใช้คำว่า Claudia Mitchell กับ Brain computer interface ตามลำดับ

  Final Count Down »
  11 Comment




Comment message

***NOOM*** Post date : 09/05/2007 16:50:08 น.
Comment : 2884 x

holy shit!!!  how come d\'u know all these stuffs??  i\'m so impressed. :)


Goy Post date : 07/05/2007 00:49:35 น.
Comment : 2881 x

โอ้โห..

ไม่ได้เข้าไดพี่แทนนานมากเลย ก้เลยย้อนอ่านดู

ข้าเปนอีกคนนึง ที่เรียนวิทย์ แล้วก้คิดอย่างเดกที่มาถามพี่นั่นแหละ ว่า \"เรียนไปทำไม\"

พี่แทน พวกผู้ใหญ่อะ เวลาจะชี้นำเราที ก้เอาคะแนนเอนท์มาอ้าง เอาเอกสารมาเปรียบเทียบ ให้ดูสายงาน ซึ่งมันเปนอะไรที่ไม่น่าสนใจเอามากๆ แต่ข้าเพิ่งรู้ว่าคิดผิดไป วิทยาศาสตร์เปนอะไรที่กว้าง แล้วก้มีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ ...  คนขี้เพ้ออย่างข้า ค่อยมีกำลังใจเรียนหน่อย

ตอนนี้ข้าก้อยู่ มอหก ละ ยังไม่ได้อ่านหนังสือเอนท์เลย แต่พออ่านเรื่องนี้แล้วก้มีแรงขึ้นมาแล้วล่ะ

ps. ตอนแรกคิดว่าจบไปจะต้องไปเปนคนเชดขี้หมีแพนด้าซะแล้ว..
ต้นเมือง Post date : 06/05/2007 23:49:08 น.
Comment : 2880 x

น่าคิดดีนะ แล้วงี้จะมีระบบ wireless ดูดความคิดในสมองกันได้ป่าวเนี่ย...
feen_kung_09@hotmail.com Post date : 25/04/2007 17:33:46 น.
Comment : 2868 x

ฮามากมายยย
JaHHaA Post date : 13/04/2007 19:56:40 น.
Comment : 2846 x

ดีใจสุดๆที่พี่แทนอัพได

ตอนเด็กๆก็อยากเรียนวิทย์เหมือนกันนะ
อยากเปฅ็นสัตวแพทย์จะได้ช่วยสัตว์
แต่ก็ไม่ได้เรียนเพราะไม่ถูกกะตัวเลขกะการคำนวน(พวกฟิสิก)อย่างแรง
เลยไม่เรียนสายวิทย์

ส่วนเรื่องที่ฝังไมโครชิพเข้าไปเนี่ย มันก็เหมือนสมองเราเป็น CPUใช่มั๊ยอ่า
แล้วถ้ามันเกิดติดไวรัสจากเน็ตละ มีโอกาสเป็นไปได้ป่าวคะ???
Pi_aS70 Post date : 10/04/2007 00:28:03 น.
Comment : 2836 x

ข้าเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยถามท่านเรื่องนี้...
ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าวิทยาศาสตร์เอาไปทำอะไรได้

แต่ข้าไม่รู้ว่าจะเอาคำตอบแบบไหนไปตอบพวกผู้ใหญ่
ที่พวกเค้ามักจะถามข้าแบบนี้เช่นกัน เคยตอบไปนะ

แต่พวกเค้าคิดเหมือนว่ามันเป็นไปได้ยากในป.ไทย-*-
แย่จัง พวกเค้ามักไม่เข้าใจ...ข้าล่ะเบื่อ

แต่ข้าอยากบอกว่าข้าชอบมันจัง "วิทยาศาสตร์" โลกนี้ก้าวไปข้างหน้าก็เพราะวิทยาศาสตร์
ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์มนุษย์ปัจจุบันอาจอยู่เหมือนมนุษย์ยุคหินก็ได้- -a

PS. ชอบดู DoctoR Whoเหมือนกันและมักรำคานที่ชอบมีรายการมวยเจอทีไรปิดทีวีนอนทุกทีเซ็ง... พี่แทนว่างก็ดูละกานมีตอนบ่ายสามช่อง7 มันน่าดูจิงๆ ของเค้าดี55+
deimon_devil_bats Post date : 02/04/2007 22:55:36 น.
Comment : 2820 x

เรื่องราว ช่างยวนยียิ่งนัก
ที่จริงก็เคยเห็นแต่ในหนังในการ์ตูนอ่านะ
ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีจริง
มนุษย์นี่ ยิ่งห่างไกลธรรมชาติเข้าไปทุกทีแล้วนะเนี่ย
อา แต่ประโยคสุดท้ายของท่านช่างโดนใจ
แต่จะให้ทำไงได้
ยังต้องก้มหน้า ก้มตา เดินตามทางที่ผู้ใหญ่เค้าขีดไว้นี่นา
บางที ไอความรุสึกที่อยากจะค้นคว้า รึอย่างจะศึกษา เรื่องราวอะไรซักอย่างเนี่ย คงต้องเป็นวิชาที่สนใจจิงๆแหละ
ป.ล.ชักรักวิทยาศาสตร์ขึ้นมานิดนึงแล้วซิ

- -* Post date : 02/04/2007 22:46:57 น.
Comment : 2819 x

ฮะๆ  โลกนี้ช่างยีสจิงๆ
อ่านตอนแรกไม่เชื่อเรยว่าจะจริง แต่ดูๆถึงกะมีเป็นคลิปวิดีโอก้อน่าจะจริงแฮะ  วิทยาศาสไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
คิดถึงไอที่ว่า  .. เป็นไปไม่ได้  ทำไม่ได้  หรือไม่ได้ทำแฮะ  55

แต่ถ้าเป็นงี้จิงๆต่อไปคงเปลี่ยนจากศํลยกรรมเสริมดั้ง ยกหน้า เป็นศัลยกรรมใส่คอมลงในสมอง
ไม่รุว่าดูdoctor who รึเปล่า (หนังตอนบ่ายของช่อง7ที่คาดว่าไม่มีคนสนใจมักถูกงดด้วยมวยถ่ายทอดสด)
เป็นเรื่องเกี่ยวกะวิทยาศาส
ฮะๆ เรื่องจินตนาการกะความจิงชักห่างกันน้อยลงทุกที

เฮ้อออ
อนาคตเจ้าพวกมนุษย์พวกนี้จะหน้าตาเป็นไงมั่งเนี่ย..........ข้ารับไม่ด้ายย
บูบา Post date : 28/03/2007 02:56:01 น.
Comment : 2788 homepage x

เป็นหลักฐานที่ดีว่ากายกับจิตมันเเยกจากกัน ทำอย่างนี้ได้แสดงว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา เป็นแค่ของเล่น แค่นั้นหรือเปล่า แล้วเราหละคืออะไร (แบบคนคิดมาก)
ตะเกียบน้อย Post date : 26/03/2007 02:06:14 น.
Comment : 2777 x

จะต้องซื้อ mimic ของท่านแทนห้ายด้าย

และที่สำคัน อยากได้ลายเซ็นของท่านแทนด้วย

แต่ว่าทำไมท่านแทนต้องไปวันที่ 31 ด้วยละ เร็วจัง

ข้าน้อยอยู่ตจว. คงจะยังเดินทางไปไม่ถึงวันนั้น

เส้าเรย

แต่ยังไงก้อจาซื้ออยู่ดีน้าค้า

ชอบอ่านงานของท่านแทนที่ซู้ดดดดด
หญิง AS.70* Post date : 24/03/2007 05:26:31 น.
Comment : 2761 x

....เรื่องคลอเดีย

แค่นึกก็ขยับได้แล้วหรอ??
เฮ้ยยย...วิทยาศาสตร์ไปก้าวหน้าขนาดนั้นแล้วหรอเนี่ยะ?

แบบนี้ ถ้านึกอยากจับตูดใคร มือก็ยื่นไปเลยอ่ะดิ 555+
สุดยอดแห่งวิทยาศาสตร์อ่ะ



พึ่งรู้นะเนี่ยะว่าฝรั่งเค้าพัฒนาไปถึงขนาดนี้...
ทำได้แล้วหลายปีแล้วนะ


ลิงนี่...เก่งเว่อ ทำได้ไง?
ถ้าอยุ่เมืองไทยนะ
ถูกเรียกว่า ลิงผี แน่นอนอ่ะ
คนไทยคงจะไม่เชื่อกันเนอะ 55+

อ่านตอนแรกสงสารแมทท์ชะมัดเลยย
แต่แบบตอนนี้เค้าทำอะไรได้มากเลยอ่ะ

โหยย....นับถือจิงๆวิทยาศาสตร์
ไม่ได้มีไว้เฉพาะสอบ*


มีอะไรที่เราไม่รุ้อีกเยอะ





February 2008
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  
             


  .....
  เว็บโลกจิต!!!!!
  ปทุมถันหมายเลข 13
  เอานี่ไปดูเล่นก่อน
  การส่งตีสิสในตำนาน 1
  การส่งตีสิสในตำนาน 2
  การส่งตีสิสในตำนาน 3
  การส่งตีสิสในตำนาน 4
  การส่งตีสิสในตำนาน 5
  การส่งตีสิสในตำนาน 6
  การส่งตีสิสในตำนาน 7
  เสร็จแล้ว
  Final Count Down
  โลกจิต 13 - ไซบอร์ก ใค..
[ 0 1 2 3 4 5 » ]

  Comment here
  name/email
 
 
  message Icon toy
 
 
   


    [ ส่งเมลล์ถึงเจ้าของไดอารี่ | แอด:yeebud -> diarylist | แนะนำได:yeebud ให้เพื่อนๆ ]
    PRIVACY POLICY | DISCLAIMER | HELP | ADS | CONTACT
    COPYRIGHT © 2000-2007 STORYTHAI.COM., ALL RIGHT RESERVED.