โอเค ข้ายอมรับว่าหายหน้าหายนมไปนาน
สาเหตุเนื่องจาก เกิดความขัดแย้งสับสนในใจ
ใจหนึ่งก็คิดว่า โอ้ว อันที่ผ่านมา ได้มีเรื่องราวงี่เง่าน่าเล่าเกิดขึ้นเต็มไปหมด เสียงตอบรับและเรียกร้องที่ได้จากผู้อ่านก็มีมากมาย บ้างก็บอกว่าอ่านแล้วฮา บ้างก็ว่าอ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ บ้างก็ว่าอ่านแล้วอยากรีบวิ่งไปเล่นเหนียงใต้แขนของคุณยายข้างบ้าน จะอะไรก็แล้วแต่ ได้ยินแล้ว ก็รู้สึกอยากจะเขียนเรื่องราวงี่เง่าให้คนได้อ่านกันต่อไป
ทว่า.. อีกใจหนึ่ง
อืม ถ้าจะเขียนสงสัยต้องเขียนให้ดีว่ะ คราวนี้เอาแบบตั้งใจไว้เลยว่าจะเอาไปรวมเล่มพิมพ์ โลกนี้มันช่างยูสต์ กริยาช่อง 2 ของผู้เขียนโลกนี้มันช่างยีสต์.. แต่ละคำที่จะจรดลงไปบนคีย์บอร์ด ต้องผ่านการกลั่นกรองให้ดีที่สุดก่อน ว่าแฝงความยีสต์ไว้อย่างแท้จริง.. การจะสร้างผลงานในระดับสุดยอดขนาด รูทวารกรรแสงได้นั้น เห็นทีจะต้องรอจังหวะที่เหมาะสมยิ่ง ต้องเป็นช่วงเวลาที่สามารถเพ่งสมาธิกับมันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่การงานอย่างอื่นใดๆ ทั้งสิ้น
คิดๆ ดู ช่วงนี้คงไม่ใช่ช่วงที่ดีแน่ๆ ที่จะเขียนได.. เพราะไหนจะมีทั้งงานเขียนของเจ้าอื่นซึ่งอุดมไปด้วย dead line ไหนจะต้องตั้งใจทำงานวิจัย เขียนวิทยานิพนธ์ ซึ่งใกล้จะจบมิจบแหล่ แถมยังเป็นตัวชี้ชะตาชีวิตที่เหลือ หากปีนข้ามหินผาก้อนนี้ไปไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะไปถึงฝั่งฝันการเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยวนใหญ่ได้.. ถ้าสมมุติเรียนไม่จบเพราะมัวแต่เขียนได ถึงแม้จะเอาไปทำเป็นเรื่องตลกเขียนขายได้ก็เถอะ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวคนเขียนเองจะขำออกรึเปล่า(ที่แน่ๆ แม่คนเขียนน่ะ ไม่ขำชัวร์)..
เฮ่อ.. ช่วงนี้มันก็ไม่ค่อยมีเวลาจริงๆ นั่นแหละนะ.. อืมม.. แต่จะว่าไป บางทีมันก็ไม่ได้ยุ่งขนาดนั้นหรอก อย่างเวลาเอาไปดูหนัง ไปเที่ยวกับแฟนก็มีเยอะแยะไปนี่นา แล้วทำไมไม่เจียดมานั่งอัพไดบ้าง นั่นสินะ บางทีก็นึกจะอัพอยู่หรอก แต่แบบ มันหายไปนานมาก จะเริ่มตรงไหนดี จะย้อนกลับไปเล่าตั้งแต่ 4 เดือนก่อนดีมั้ย เออ ก็ดีนะ ไล่เล่ามันไปทีเดียวสัก 8 ตอนเลย ว่าแล้วก็เริ่มนั่งลิสต์ว่ามีเรื่องอะไรจะเล่าบ้าง เสร็จแล้วก็เริ่มเหนื่อย โอ้ว มันมีหลายเรื่องเหลือเกิน จะเล่าเรื่องไหนดี ลิสต์ไปลิสต์มา เออกูไปนอนก่อนดีกว่า.. อยากเขียนมาก แต่สุดท้ายแต่ก็ไม่ได้เขียน เพราะตั้งใจเกินไป..
อีกอย่างนึง ข้าเบื่อว่ะ..
เขียนถึงเรื่องตัวเองมากๆ มันก็เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมอยู่ดีๆ กูต้องมีภาระผูกพันมานั่งเล่าเรื่องชีวิตประจำวันกูให้คนอื่นฟังด้วยวะ
โอเคถ้ามันมีอารมณ์เขียน ถ้ามันอยู่ในอารมณ์อยากเล่า แล้วพอได้เขียนได้เล่าแล้วคนอื่นรู้สึกสนุกไปกับเราด้วย อันนั้นมันก็น่ายินดี.. แต่พอมันไม่อยู่ในอารมณ์นี่สิ ออนเอ็มมาก็มีคนแอ๊ดมาทีเป็นสิบ ทุกคนทักถามเหมือนกันหมดว่า เป็นไงพี่แทน ทำไมเลิกสอนแล้วล่ะ? ตอนนี้ทำไรอยู่? เรียนจบยัง? มาอัพไดเหรอ? เมื่อไหร่จะอัพ ไดเน่าหมดแล้ว..
แน่นอนข้าไม่ด่ากลับไปหรอกว่า โอ้ย กูจะทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับนมใครที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไรด้วย !! พวกเจ้าไม่มีอะไรทำที่มันเป็นประโยชน์กันมากกว่านี้แล้วเรอะ! หมาที่บ้านน่ะ ให้อาหารอิ่มรึยัง? มานั่งสัมภาษณ์ข้าอยู่ได้ จะบ้าตายอยู่แล้วโว้ยยยยยย ยากส์ ยูสยีส โยสสสสสสสส!3@#$^^&
ข้าก็เข้าใจอะนะ ว่าคนที่ถามเค้ามาดี บ่อยครั้งหลายคนมาแบบเกรงใจด้วยซ้ำ
เอ่อ โทดนะคะพี่ ยุ่งอยู่รึเปล่า
อ๋อ ไม่หรอกครับ
จริงเหรอ นี่หนูมากวนปะ
อ๋อ ไม่กวนครับ คุยได้ๆ
พี่หนูถามไรหน่อยได้ปะ
เอาสิถามเลย
เหรอ แล้วทำไมตอบช้าจัง นี่หนูทำให้พี่รำคาญปะ ถ้ารำคาญบอกได้เลยนะ หนูจะได้ไม่กวน
.
อืมม.. คุยกัน 8 บรรทัด ไม่ได้ใจความอะไรเลย เปลืองหน้าจอสุดๆ ไอ้ความกลัวว่าตัวเองจะน่ารำคาญของน้องนั่นแหละครับ ที่มันเริ่มจะทำให้พี่รำคาญขึ้นมาตะหงิดๆ ทั้งๆ ที่ตอนแรกไม่ได้รำคาญเลยสักกะนิด
โอเคๆ คนเค้าชื่นชมผลงานเรา อยากคุยกับเราก็ดีแล้ว จะไปด่าเค้าทำไมเนาะ ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งๆ ข้าก็เลยพยายามตอบกลับไปอย่างสุภาพ.. ไม่ใช่ว่าเสแสร้ง แต่เกิดจากการใตร่ตรองเลือกพฤติกรรมการตอบสนองของตนเองอย่างถ้วนถี่ตะหาก
จะอย่างไรก็แล้วแต่ พอนานๆ ไป ข้าก็อดไม่ได้ ที่จะรู้สึกเหมือนกำลังตกเป็นจำเลยของอะไรบางอย่าง.. ทุกวันนี้ ข้าไม่ค่อยกล้าออนไลน์ทาง msn แล้ว.. เวลาให้สัมภาษณ์ตามที่ต่างๆ ก็กลับมานอนไม่ค่อยหลับ เพราะกลัวว่าจะตอบผิดตอบถูก ตอบดีไม่ดี.. ทำไมเราต้องเอาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่มีคนคอยจ้องตัดสินด้วยวะ? และอารมณ์แบบเดียวกันนี้มันก็พาลมาถึงเรื่องการเขียนไดด้วยเหมือนกัน
ไม่มีเวลา.. ไม่อยากปั่นงานขยะ.. ไม่อยากรู้สึกเป็นภาระว่าต้องนั่งเล่าเรื่องส่วนตัวให้ชาวบ้านฟัง.. ทีเราเขียนเรื่องมีสาระ จิตวิทยา ชีวิตสัตว์ วิทยาศาสตร์ ทำไมคนไม่อ่าน.. ทำไมคนชอบสนใจใน ตัวเรา มากกว่า เรื่อง ที่เราพยายามสื่อ.. ไม่อยากดัง.. ไม่อยากถูกจับตามอง.. ไม่อยากถูกหนังสือพิมพ์ถามความเห็น ในฐานะนักเขียนบล็อก รู้สึกอย่างไรกับการเมืองไทย การศึกษาไทย?.. กูไม่รู้โว้ย!! ไม่อยากถูกยกขึ้นหิ้ง.. ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กูยังไม่ได้ลงสมัครเลย ถูกรับเลือกตั้งแต่เมื่อไหร่?.. ไม่อยากเป็นกระแสชาเขียว.. ไม่อยากเรียกร้องความสนใจ ไม่อยากถูกหาว่าหยิ่ง หลงตัวเอง ดูถูกคนอื่น.. ไม่อยากถูกคาดหวัง..
โอยย.. สับสนว่ะ.. คนเรายิ่งสับสนก็ยิ่งพูดซ้ำๆ วกไปวนมา..
อยากเขียนนะ อยากแชร์เรื่องราวกับชาวโลก ขณะเดียวกัน ก็ไม่อยากเขียนชุ่ยๆ กลัวเขียนออกมาไม่ดี ขณะเดียวกัน ก็จะเอาอะไรนักหนา เขียนๆ ไปเถอะ เขียนไดนะไม่ใช่เขียนกวีส่งชิงซีไรต์ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากเขียนเรื่องส่วนตัว เบื่อการเอาเรื่องไม่น่าสนใจมาทำให้น่าสนใจแบบเฟคๆ อยากเขียนเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ โดยตัวของมันเองมากกว่า อย่างวิทยาศาสตร์ อย่างจิตวิทยา ชีวิตสัตว์ ขณะเดียวกันก็คิดถึงบรรยากาศยีสต์ๆ แบบเก่าๆ อยากเขียนให้ได้เหมือนเดิม อยากมีเวลา อยากสนุกกับคำว่านม คำว่าตูด ให้เต็มที่มากกว่านี้ ขณะเดียวกัน ก็ไม่อยากหลงระเริงไปกับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องหลัก เขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จก่อนเถอะแล้วค่อยมาเขียนได ขณะเดียวกัน ก็มีเรื่องสะสมให้เขียนถึงเยอะแยะ บางทีก็มีเวลาว่างพอ แต่ทำไมใช้คำว่าไม่มีเวลามาเป็นข้ออ้าง ฟังดูเหมือนจริงๆ แล้วขี้เกียจมากกว่า อยากตอบสนองคนอ่านที่เค้าชื่นชอบ อยาก connect กะเค้า มอบสิ่งยีสต์ๆ ให้ชีวิตเค้า ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกสะเอียน ไม่อยากหลงตัวเอง ว่าตัวเองมีความสำคัญอะไรขนาดนั้น อยากเขียนนะ อยากส่งให้เพื่อนเม้น อยากให้มีคนอ่านเยอะๆ ขณะเดียวกันก็รำคาญว่า โอ้ย จะมาสนใจอะไรกูกันนักหนา เบื่อการรักษามารยาท การถูกคาดหวัง การเป็นคนของประชาชน การตอบคำถามที่ไม่อยากตอบ ขณะเดียวกันก็คิดว่า จะแคร์อะไรเว่อร์ขนาดนั้นไปทำไมวะ อยากเขียนก็เขียนไปดิ ไม่เห็นต้องสนใจใคร เขียนเพื่อตัวเองก็ได้หนิ ก็แค่อยากจดบันทึกเรื่องราวความทรงจำของตัวเองไว้.. ขณะเดียวกันก็คิดว่า เอ้อ ถ้าแค่จะเขียนเพื่อตัวเอง แล้วจะมาเขียนบนอินเตอร์เน็ตหาพระแสงอะไรวะ! แต่ขณะเดียวกันก็...
โอ้ยย! พอๆๆๆๆๆๆๆ
FUCK IT !
Lets just write..
--------------------------------
เยาวชนไทย
วันก่อน ข้าไปดูหนังรอบดึกที่ MBK
ก่อนจะเข้าโรงก็ออกมายืนดุส อัดนิโคตินตรงทางออกที่จอดรถชั้น 6..
ซุสสสส............ อ้า................
การดุสหลังอาหารนี่มันช่างผ่อนคลายดีจริงๆ
ก่อนจะเข้าโลง ขอแลกอายุขัยกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่นี้คงไม่เป็นไรมากหรอกนะ
ทันใดนั้นเอง พลันข้าก็เหลือบไปเห็น สิ่งมีชีวิตที่แลดูคล้ายเซเลอร์มูน 3 ตน ยืนซุบซิบงุบงิบกันอยู่ทางด้านซ้าย ห่างออกไปประมาณ 3 เมตร..
พวกเธอยังดูอ่อนเยาว์ เป็นสาวรุ่นท่าทางไม่น่าเกิน 18.. แต่งหน้าแต่งตาสไตล์คิกขุ ผนวกกับใส่ชุดกะลาสี กระโปรงสั้น สีสดใส ดูไปดูมา เหมือนเซเลอร์มูนไม่มีผิด เพียงแต่เป็นเวอร์ชั่นที่ออกจะอ้วนเตี้ย widescreen ผิดสัดส่วนไปสักนิด ชุดน่ะใช่ แต่หุ่นกับขานี่ ดูแล้วเหมือนพวกฮอบบิทมากกว่า
ข้าก็ยืนดุสของข้าไป ไม่ได้สนใจอะไร แต่ด้วยซิกส์เซ็นส์บางอย่าง มันกลับรู้สึกได้ว่า คนเหล่านี้เหมือนจะกำลังแอบนินทาข้าอยู่.. อืมคงเป็นเรื่องธรรมดาล่ะมั้ง ก็ข้าออกจะหล่อขนาดนี้นี่นะ
สักพักนึงปรากฏว่า ลางสังหรณ์ดันเป็นจริงขึ้นมาจนได้ พวกนั้นซุบซิบกันเสร็จ ก็ส่งตัวแทนออกมาเป็นเซเล่อร์ เมอคิวรี่(คนชุดสีฟ้า) เธอเดินเข้ามาหาข้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ พร้อมด้วยรอยยิ้มอายๆ
เอาล่ะสิกู จะพูดยังไงดีวะเอ่อ น้องครับ พอดีพี่มีแฟนแล้วนะครับ ในหัวข้ารีบคิดหาคำตอบที่มันจะฟังดูดี ไม่ทำให้น้องเค้าเสียหน้ามาก อ๋อพอดี เพิ่งซื้อซิมใหม่ ยังจำเบอร์ไม่ได้น่ะครับ อ๋อโทดที เผอิญพี่เป็นเกย์น่ะ ไม่ไหวว่ะ ฟังไม่ขึ้นแน่ๆ... โอ๊ย ทำไงดีๆ ไม่ทันละ..
พี่สุดหล่อคะ
เอ่อ.. ครับ
ขอบุหรี่ตัวดิ
......
อืมมม... ตกลงเป็นอย่างนี้นี่เอง กูก็นึกว่ามันเกี่ยงกันเรื่องจะให้ใครเดินมาขอเบอร์.. ที่ไหนได้.. อืมม แล้วนี่จะตอบน้องเค้าไปว่าไงดีละเนี่ย ข้ายืนจังงังอยู่พักนึงแล้วก็ตอบกลับไปว่า
เอ่อ น้องครับ.. พอดี พี่ไม่อยากสนับสนุนให้เยาวชนไทยสูบบุหรี่น่ะครับ
เซเลอร์ เมอคิวรี่ เงียบไปสักครู่..
จากนั้นก็ทำหน้า เชอะ แล้วก็สะบัดตูดเดินกลับไปหาผองเพื่อน
ทั้ง 3 คน จับกลุ่มกอดคอปรึกษากันอยู่พักนึง เงยหัวหันมามองหน้าผมเป็นระยะๆ แล้วสุดท้ายก็ส่งตัวแทนคนใหม่ออกมา คราวนี้เป็น เซเล่อร์มาส์ ใส่ชุดสีแดง
พี่ ขอบุหรี่หน่อยไม่ได้เหรอ เซเลอร์มาส์มีลีลาที่เร่าร้อนกว่าคนก่อน ยืนทำคอเอียงๆ แล้วก็กระดิกนิ้ว เลิกคิ้ว เหมือนนักเลง ประมาณว่าถ้ามึงไม่ให้ กูจับมึงข่มขืนแน่
ข้าเองก็ยังลังเลอยู่ แต่ก็ชักเริ่มจะกลัวๆ ไอ้ครั้นจะให้ถูกกลุ่มเด็กผู้หญิงใส่ชุดกะลาสีมาข่มขู่ ไถบุหรี่เอาง่ายๆ มันก็ดูจะเสียศักดิ์ศรีไปหน่อย เอาวะ..สู้เป็นสู้ ก็กูจะไม่ให้ซักอย่าง มึงจะทำไม.. ในที่สุดข้าก็เลยขมวดคิ้ว ทำปากยื่น แล้วก็ทำหน้ากวนตีนจ้องกลับไป แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร น้องเค้าก็ชิงตัดหน้ามาซะก่อน
ทำไมเพ่.. คิดจะพูดสั่งสอนอีกเหรอ?
ข้าอึ้ง..
โอ๊! นี่มัน.. ทำไมอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนกลายร่างเป็นพวกผู้ใหญ่ที่ตัวเองเกลียดไปได้
พวกที่ชอบสั่งสอนคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองกลับทำผิดซะเอง อย่างหน้าตาเฉย
โอ้ว เซเลอร์มาส์ เจ้าช่างร้ายกาจนัก สามารถอ่านจุดอ่อนในใจของข้าได้ด้วยการมองปราดเดียว สมแล้ว สมแล้ว
ไม่ไหวๆ ข้าจะไม่ยอมเป็นผู้ใหญ่ประเภทนั้นอย่างเด็ดขาด! เอ้านี่บุหรี่ เอาไปเลยมวนนึง..
อ้าว ไม่สั่งสอนแล้วเหรอพี่?
เอ่อ ไม่แล้วจ้ะ
งั้นเอามาอีกมวนดิ๊ (กระดิกนิ้ว)..
อะนี่จ้ะ..
อีกมวนนึง (กระดิกนิ้ว)
อะจ้ะ..
พอได้สิ่งที่ต้องการเสร็จแล้ว เธอก็รีบวิ่งกลับไปหาเหล่าสหายเซเล่อร์ที่เหลือ ทั้งสามหันหลังจากไปอย่างรวดเร็วและไร้เยื่อใย ทิ้งให้ข้ายืนยวนขาดสติอยู่ซักพัก.. พอนึกได้ถึงค่อยตะโกนตามหลังไป
เอ่อน้อง.. แบบว่าบุหรี่สมัยนี้มันราคาแพงนะ ทีหลังก็เก็บตังซื้อเองมั่งก็ดีเน่อ..
อืมม..นี่ตูทำอะไรลงไปวะเนี่ย
ฝากไว้ก่อนเถอะขบวนการเซเล่อร์มูน ซักวันนึง มนต์แห่งจันทรา จะลงทัณฑ์แกเอง!
----------