Counter 123,465
Blogroll: Discount story articles | Discount story articles | Discount story articles | Buy story articles | Best buy story articles | Best buy story articles
Yeebud's diary - โลกนี้มันช่างยีสต์











โลกจิต 9 - แว่ว (เวอร์ชั่นเต็ม)

post date : 21/10/2006 02:32:50

 “ วันหนึ่ง ผมนั่งอยู่ในออฟฟิซ ทำงานอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงคนพูดดังมาจากข้างหลังว่า ‘คุณทำผิดแล้ว’ผมหันกลับไปดู แต่ปรากฏว่าไม่เห็นมีใคร.. หลังจากวันนั้นมามันค่อยๆ แย่ขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกมันมาแค่เสียงเดียว แต่นานๆ ไป มันค่อยๆ เพิ่มขึ้น กลายเป็นสอง เป็นสาม จนกระทั่งเป็นหกเสียง.. ในจำนวนนั้นมีอยู่เสียงนึง เป็นเสียงของบาทหลวง.. บาทหลวงคนที่เคยทำล่วงละเมิดทางเพศกับผมตอนเด็กๆ.. เสียงท่านคอยมาพูดอยู่ตลอดเวลาว่า ‘มันเป็นความผิดของแก แกหลอกให้ฉันต้องทำบาป แกสมควรตกนรกหมกไหม้’..  อีกเสียงหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อย เป็นเสียงของภรรยาคนแรกที่ฆ่าตัวตายไปนานแล้ว เสียงของเธอชักชวนผม ‘ฆ่าตัวตายสิ เราจะได้มาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวอีกครั้ง…’ ”   



           
คนเรา บางคน บางครั้ง สามารถได้ยินเสียงต่างๆ โดยที่ ณ ที่นั้น เวลานั้น ต้นตอของเสียงดังกล่าว อาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง..   ที่ตัดแปลมาให้อ่านข้างต้น คือประสบการณ์และความรู้สึกของคุณ รอน โคลแมน ชายชาวสก็อตแลนด์ ซึ่งได้มาให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการวิทยุของออสเตรเลีย*ในฐานะชาวโลกคนหนึ่ง ซึ่งถูกคุกคามโดยอาการทางจิตประสาทที่เราเรียกกันว่า “หูแว่ว”.. ผมดาวน์โหลดรายการที่ว่านี้มานั่งฟังผ่าน ipod ในระหว่างขับรถ.. ฟังๆ ไป รีแอคชั่นแรกที่เกิดก็คือ มันมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบนโลกนี้ด้วยหรือเนี่ย จากนั้นฟังๆ ไปอีก ก็เกิดรีแอ็คชั่นที่สอง คือ เอ แล้วเมืองไทยบ้านเรา จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า? ‘นั่นสินะ มันช่างน่าสงสัยจริงเชียว..’ เสียงในหัวผมเห็นด้วย



               
ตามปกติ ความรู้ที่ผมนำมาเล่าส่วนใหญ่
มักจะหามาได้จากแหล่งสื่อของเมืองนอกทั้งนั้น นานๆ ที ผมก็เลยอยากจะดึงเรื่องราวเหล่านี้เข้ามาให้ใกล้ตัวผู้อ่านชาวไทยมากขึ้นบ้าง คิดได้ดั่งนั้น ก็เลยติดต่อไปยังอดีตลูกศิษย์สาวซึ่งปัจจุบันเรียนอยู่ที่คณะแพทย์ ถามเธอว่า มีรุ่นพี่ที่เรียนด้านจิตเวชบ้างไหม (ตอนแรกกะว่า จะปลอมตัวเป็นคนบ้าเข้าไปคลุกคลีอยู่กับคนไข้ในโรงพยาบาล เพื่อจะเอาเรื่องมาเขียน แต่คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่า เพราะกลัวเข้าไปแล้วหมอไม่ยอมให้ออก) แม่สาวแนะนำต่อให้โทรไปหาพ่อหนุ่มรุ่นพี่ปี 5 คนหนึ่ง ซึ่งกำลังฝึกงานด้านนี้อยู่พอดี ผมก็โทรไป แล้วก็ถามว่า น้องพอจะแนะนำอาจารย์หมอที่ใจดีๆ ให้พี่ซักคนได้มั้ย น้องเค้าก็ตอบว่า อ๋อได้เลยพี่ มีอยู่คนนึงใจดีมากๆ.. หลังจากความพยายามติดต่อนัดหมายอีกหลายรอบ ในที่สุดผมก็ได้เข้ามานั่งอยู่ในแผนกจิตเวชของโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าที่นั่งตรงข้ามผม คือคุณพี่จิตแพทย์หญิงใจดีคนที่น้องเค้าแนะนำมา ตอนแรกผมคาดหวังว่าจะได้เจอป้าแก่ๆ หัวฟูๆ ท่าทางเจนโลกมากด้วยประสบการณ์ แต่ไม่เลย ปรากฏว่าหน้าตาคุณหมอทั้งสาว ทั้งสวย แถมยังเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันสดชื่น ดูท่าทางสุขภาพจิตดีสุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับคนไข้โรคจิตทุกวี่วัน วันละหลายๆ ชั่วโมง.. ด้วยความเสียมารยาท ผมถามคุณหมอออกไปว่า

“ทานโทษนะครับพี่.. ไม่ทราบว่าพี่ทำงานรักษาคนไข้มากี่ปีแล้วครับ? ”
 “
เป็น 10 ปีแล้วค่ะ” คุณหมอตอบ พร้อมหัวเราะเล็กๆ
“10 ปีแล้วเหรอครับ! งั้นก็แสดงว่าเจอมาหมดทุกรูปแบบแล้ว ทุกวันนี้คงไม่มีอะไรที่ทำให้แปลกใจได้แล้วสินะครับ”
“
ก็คงไม่แปลกแล้วละค่ะ 555”
ได้ยินดังนั้น ผมก็รู้สึกยินดีปรีดาเป็นล้นพ้น.. รับรองวันนี้ต้องได้ความรู้เยอะแน่ๆ ..



“
คนไทย หูแว่ว กันเยอะมั้ยครับพี่ผมถาม
“เยอะค่ะ” คุณหมอตอบ แล้วก็เล่าต่อว่า ถ้าเอาคร่าวๆ คนที่ป่วยเป็นโรคจิตแล้วก็มีอาการหูแว่วประกอบด้วย จะมีอยู่ประมาณ 1 % ของประชากรทั้งหมด พูดอีกอย่างหนึ่ง ถ้าในกรุงเทพมีคน 10 ล้าน ก็คือมีคนที่เป็นอยู่ประมาณ 1 แสน ฟังดูแล้วถือว่าเยอะใช้ได้ทีเดียว.. คนพวกนี้โดยส่วนใหญ่จะเริ่มออกอาการตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะช่วงกำลังจะจบมัธยมปลาย หรือช่วงกำลังเรียนอยู่ปริญญาตรี นี่จะยิ่งพบได้มากที่สุด

“
ขนาดในบรรดานักศึกษาแพทย์เอง ยังมีเลยค่ะ สมัยก่อนในร้อยคนก็จะเจอซักคนนึง.. 1% เป๊ะ แต่สมัยนี้เจอน้อยลงแล้ว เพราะเรามีการสกรีนกันมากขึ้น เด็กพวกนี้น่าสงสาร เรียนๆ เรื่องโรคจิตอยู่ก็ค้นพบว่าตัวเองเป็นซะเอง ซึ่งเราก็ไม่สามารถให้เรียนต่อไปได้ อย่างตะกี้นี้ เพิ่งมีคนไข้เดินเข้ามาคนนึง เป็นนักเรียนทันตแพทย์ เราก็ช่วยรักษาเค้า แต่จะปล่อยให้เค้าจบไปเป็นหมอไม่ได้ เพราะในอาชีพหมอการตัดสินใจถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เวลาจะสั่งยา จะผ่าตัด เกิดเค้าได้ยินเสียงสั่งให้ทำนู่นทำนี่ขึ้นมา มันจะอันตรายมาก ประเดี๋ยวจะกลายเป็นแบบ หมอฟันโรคจิต เหมือนอย่างในหนัง  อันนั้นไม่ดีแน่”



ทว่า ไม่ใช่คนหูแว่วทุกคนนะครับที่จะเป็นโรคจิต และก็ไม่ใช่คนโรคจิตทุกคนนะครับที่จะเป็นหูแว่ว เอากรณีแรกก่อน..  คนธรรมดาทั่วไป ในบางสภาวะ อย่างเช่นขณะเสพยาบ้า เป็นเนื้องอกในสมอง อดหลับอดนอน อดข้าวอดน้ำ ผ่านเหตุการณ์ที่เครียดมากๆ พ่อตาย แม่ตาย สูญเสียคนที่รักมากๆ ฯลฯ ก็สามารถเกิดอาการหูแว่วประสาทหลอนได้เช่นกัน.. งานวิจัยที่สวีเดน ไปศึกษากลุ่มคนที่สามีหรือภรรยาเพิ่งตายไปหมาดๆ ผลปรากฏว่า ในช่วงระยะ 1 ปีแรกหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ พบคนที่เห็นภาพหลอน หรือหูแว่วได้ยินเสียงของรักที่ตายไปมากถึง 30
%.. ในประเทศไทยเอง  ช่วงหลังเหตุการณ์สึนามิใหม่ๆ ก็สำรวจพบคนที่ได้ยินเสียงญาติหรือเพื่อนที่ตายไปมาพูดด้วย มากถึงประมาณ 30-40% เช่นกัน คุณหมอเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลากรที่ได้ลงไปให้ความช่วยเหลือในครั้งนั้น

“
ไม่ใช่แค่หูแว่วได้ยินเสียงคนตายอย่างเดียวนะคะ ชาวบ้านหลายรายนอนๆ อยู่ ได้ยินเสียงรถ 10 ล้อวิ่งผ่าน ก็ผวา คิดว่าเป็นเสียงคลื่น แล้วพากันเตลิด วิ่งหนีขึ้นเนินกันกลางดึก ก็มี..”



มากรณีที่ 2 กันมั่งครับ อาการหูแว่วอาจพบได้ในคนไข้โรคจิตหลายประเภท แต่ก็ไม่ใช่ทุกประเภท และในบรรดาโรคจิตประเภทที่พบหูแว่วได้นั้น โรคที่ผูกพันเกี่ยวโยงกับอาการหูแว่วมากที่สุดเห็นจะได้แก่โรค
schizophrenia (อ่านว่า สกิซโซเฟรเนีย) หรือโรคจิตเภท.. 80-90% ของคนที่เป็นโรคนี้จะมีหูแว่วประกอบด้วย และที่สำคัญคือจะไม่ใช่แว่วอย่างเดียว แต่มักจะมีการตีความเป็นเรื่องเป็นราว มีความเชื่อประหลาดๆ หลุดโลกๆ เชื่อมมากับเสียงที่ได้ยินด้วยเสมอๆ.. คุณหมอเล่าเคสของคนไข้รายหนึ่งให้ฟังว่า

“
เขาคิดว่าตัวเองเป็นทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกค่ะ.. ตอนนั้นไปเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแควมาพอดี พอกลับมาเขาก็เริ่มได้ยินเสียง บอกว่าเป็นเสียงของเพื่อนทหารที่ร่วมรบกันมา แล้วถูกเขาปล่อยทิ้งไว้ให้ตายอยู่ที่สะพาน เสียงนั้นคอยมาด่าเขาอยู่ตลอดเวลา บอกว่าเป็นคนทรยศ เป็นคนทิ้งเพื่อน.. มันทำให้เค้ารู้สึกผิดมาก และด้วยเกียรติของทหารญี่ปุ่น ลูกอาทิตย์อุทัย เค้าจะต้องไถ่บาปด้วยการทำฮาราคีรี ฆ่าตัวตาย.. ”

โรคจิตเภทเป็นโรคที่มีมีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงมากครับ สูงถึง 50%.. บ้างด้วยความรู้สึกรับไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคน
“บ้า” บ้างก็ด้วยความที่รู้สึกแย่จนทนไม่ได้ เพราะเสียงในหัวมันคอยมาจี้จิกปมด้อยในชีวิตอยู่ตลอดเวลา บางคนสมัยก่อนเคยถูกเพื่อนรังแก เคยถูกพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด่าว่าบ่อยๆ พอเริ่มมีอาการจิตเภท ก็จะได้ยินเสียงของคนที่มีอิทธิพลในชีวิตมากๆ เหล่านี้แหละ มาคอยตำหนิ ด่าว่า คอยจี้ใจดำ ว่าแกมันห่วย แกมันไร้ค่า แกมันไม่ได้ความอย่างงู้นอย่างงี้ อย่าอยู่เลย ตายๆ ไปซะดีกว่า.. ได้ยินอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ลองจินตนาการดูสิครับว่าถ้าเป็นเราจะทรมานแค่ไหน คนไข้จิตเภท 5 ใน 10 คนเคยพยายามฆ่าตัวตาย และจำนวนไม่น้อยเลยที่ทำสำเร็จ.. อย่างรายที่คิดว่าเป็นทหารญี่ปุ่นนั้นโชคยังดี ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ เพราะแกเชื่อว่าการทำฮาราคีรีที่ถูกต้อง จะต้องใช้ดาบซามูไรเท่านั้น จะมาใช้มีดอีโต้ หรือบังตอ ทำแบบพร่ำเพรื่อไปไม่ได้ ก็เลยมัวแต่รอหาซื้อดาบซามูไรอยู่ ยังไม่ทันได้ฆ่าก็ปรากฏว่าระหว่างนั้น คุณแม่ของเค้าเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติเสียก่อน แล้วจับส่ง รพ. ได้ทันท่วงที จึงรอดมาได้ในที่สุด



“
คนไข้ส่วนใหญ่ไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองบ้าหรอกค่ะ ส่วนใหญ่ญาติเป็นคนสังเกตเห็นความผิดปกติ แล้วก็พามาส่งทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครเดินมาหาหมอด้วยตัวเอง”

คุณหมอบอกว่าส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ ประสบการณ์เสียงที่พวกเขาได้ยินนั้นมันสมจริงมาก มันไม่ใช่แค่แบบเวลาเราหูฝาดได้ยินเสียงแม่เรียกจากชั้นล่าง หรือได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังระหว่างที่ฟังเพลงอยู่ อะไรทำนองนั้น เสียงที่คนไข้พวกนี้ได้ยิน มันชัดเจนกว่านั้นมากๆ มันเหมือนกับเวลามีคนมาพูดด้วยจริงๆ  จนไม่สามารถแยกแยะออกได้.. ในหัวของพวกเขาคงคิดประมาณว่า
“เอ้า ก็ผมได้ยินจริงๆ หนิ คุณมาหาว่าผมคิดไปเองได้ไง.. คุณน่ะแหละไม่ได้ยินเอง แล้วมาหาว่าผมบ้า คุณน่ะแหละบ้า..  

ยากมากครับ ที่จะทำให้คนไข้รู้สภาพตนเองได้ บางราย ได้ยินเสียงระหว่างนั่งรถเมล์ ถึงแม้จะไม่เห็นตัวว่าใครพูด ก็จะยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ คิดไปว่า ไม่แน่อาจจะเป็นเสียงคนข้างหน้าที่นั่งหันหลังอยู่ก็ได้.. บางราย ต่อให้ได้ยินเสียงตอนที่อยู่ในห้องคนเดียว ก็ยังจะไม่ยอมรับอีกว่าเสียงนั้นไม่มีตัวตน ยังอุตส่าห์พยายามหาคำอธิบายอีกว่า เป็นเสียงคนข้างห้องแอบนินทา..

หลายรายปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงจนถึงขนาดที่หลงเชื่อว่า เสียงที่ตัวเองได้ยินนั้น เป็นเสียงของความคิดผู้อื่น เหมือนตัวเขาเองมีพลังจิตสามารถอ่านใจคนรอบข้างได้ และสามารถหยั่งรู้ได้อยู่ตลอดเวลาว่ามีใครคิดอะไรไม่ดีกับเขาบ้าง.. บางรายกลับกัน เชื่อว่า ความคิดของตัวเองรั่วไหลได้ คนอื่นๆ สามารถดักฟังความคิดที่ไม่ดี ที่น่าอายของเขาได้ ทำให้รู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา.. อีกจำพวกนึง ไปหลงรักใครชอบใคร แล้วหูแว่วได้ยินเสียงของเขา ก็มักจะเกิดความเชื่อว่า สามารถใช้โทรจิตติดต่อสื่อสารกับคนๆ นั้นได้โดยตรง

“
มีคนไข้อยู่รายนึงค่ะ ถึงกับตั้งศัพท์ใหม่ขึ้นมาอธิบายบอกว่า ความคิดของเขาเชื่อมโยงกับคนๆ นั้น ผ่านระบบ hyper-eye link เป็นระบบที่ทำให้สามารถติดต่อกันได้ทุกที่ทุกเวลา” คุณหมอเล่า “อีกรายนึงนะคะ เป็นผู้หญิง ไปแอบชอบหนุ่มเชียร์ลีดเดอร์ที่มหาลัยเข้า พอได้ SMS ส่งเข้ามาในมือถือ เป็นข้อความธรรมดาๆ เหมือนแค่บอกว่า ‘สวัสดี’ เธอก็จะตีความไปบอกว่า เป็นรหัสลับที่ซ่อนอยู่ พอถอดออกมาแล้วจะเป็นเหมือนเสียงของผู้ชายคนนั้นมานัดแนะบอกว่า ให้ไปเจอกันที่สนามบิน เวลาเท่านี้ๆ.. ซึ่งเธอก็ไปจริงๆ.. เสร็จแล้วก็ปรากฏว่าไปรอเก้อ.. วันรุ่งขึ้นก็เข้าไปต่อว่าฝ่ายชายใหญ่ ว่าทำไมนัดแล้วไม่มา.. หนุ่มเชียร์ลีดเดอร์ก็ได้แต่ยืนงงละค่ะ..  ”


เสียงในหัว ที่ไม่มีตัวตน.. ความเชื่อหลุดโลกที่มาพร้อมๆ กับมัน..  เท่านี้ก็แย่มากแล้ว แต่เท่านั้นก็ยังไม่เท่าไหร่ บางครั้ง พวกมันไม่ได้มาเฉยๆ แต่มาพร้อมกับคำสั่งบ้าๆ บอๆ ซึ่งคนไข้จำเป็นต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม..

“
มีคนไข้อยู่รายนึงค่ะ เค้าเชื่อว่าเค้าฟันเหยิน”
“
แล้วเหยินจริงรึเปล่าครับ”
“
ก็ไม่อะค่ะ ก็แค่เหยินนิดๆ แบบฟันกระต่าย น่ารัก.. แต่เสียงในหัวมันคอยมาบอกเค้าว่าเค้าน่ะ ฟันเหยิน แล้วถ้าเค้ายิ่งพูด ลิ้นมันจะยิ่งดันฟันให้เหยินเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นเสียงมันก็เลยบอก ห้ามไม่ให้เค้าพูด.. เค้าก็ต้องเชื่อฟังมัน”
ดูเหมือนว่าคนไข้ส่วนใหญ่ จะไม่สามารถขัดขืนคำสั่งของเสียงได้เลย เสียงบอกว่าให้กินข้าวก็กิน ให้อาบน้ำก็อาบ บางครั้ง ขนาดสั่งให้ไปฆ่าคน ก็ต้องไป.. ปี 2004 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสวีเดนถูกฆาตกรรม โดยคนที่ถูกเสียงในหัวสั่ง.. ประเทศไทย กรณีจิตรลดาที่บุกเข้าไปแทงเด็ก รร. เซนต์โย นั่นก็เป็นคนไข้จิตเภทซึ่งได้ยินเสียงในหัวสั่ง.. ยังมิต้องเอ่ยถึงโศกนาตกรรมม่ฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อ ในอีกหลายๆ เคสซึ่งก็เชื่อมโยงกับการถูกเสียงในหัวสั่งให้ทำเช่นเดียวกัน..(กรณีน้องที่ได้เหรียญโอลิมปิกกลับมา แล้วมาเจอข่าวพี่ชายฆ่าพ่อตัวเอง นั่นก็เสียงในหัวเหมือนกัน แต่เป็นเพราะเสพยาบ้า ไม่ได้เกิดจากโรคจิตเภท) ความทรงพลังและอำนาจที่ขัดไม่ได้ของเสียง เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีก ในกรณีของคนที่ถูกสั่งให้ทำร้ายตัวเอง ในรายการวิทยุที่ผมฟัง มีอยู่รายนึง ได้ยินเสียงพระเจ้าสั่งให้เดินเข้าไปในกรงสิงโตที่สวนสัตว์ ก็เดินเข้าไปจริงๆ โชคดีว่ามีคนช่วยออกมาทัน.. สำหรับเคสคนไทย หมอเล่าให้ฟังว่า คนไข้คนหนึ่งคิดว่าตัวเองเป็นพญาครุฑ เสร็จแล้วได้ยินเสียงในหัวสั่งให้ไปปีนพระปฐมเจดีย์แล้วบินลงมา แกสั่งเสียไว้กับเพื่อนคนไข้ด้วยกัน จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็หนีออกไปจากโรงพยาบาล แล้วก็ปีนขึ้นไปบนเจดีย์จริงๆ.. แล้วก็กระโดดลงมาจริงๆ.. แล้วก็เสียชีวิต..



ฟังแล้วหดหู่นะครับ .. แต่จะว่าไปเสียงแว่วเหล่านี้ก็ไม่ได้มาร้ายตลอด เสียงที่มาดีๆ ก็มีเหมือนกัน บ้างเป็นเสียงคนที่เรารักคอยมาให้กำลังใจ บ้างเป็นเสียงที่สามารถพูดคุยยามเหงา ให้คำปรึกษาต่างๆ ได้..

“
มีคนไข้ผู้หญิงอยู่รายนึงค่ะ จริงๆ แล้วแกไม่อยากมารักษาเลย คือแกได้ยินเสียงของ ‘ผู้กอง’ คนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง แต่ก็เป็นเสียงชายหนุ่มที่คอยมาคุยจีบแกทุกคืน.. แกบอกว่า คุยกับผู้กองแล้วรู้สึกดีมาก ไม่อยากให้หายเลย คิดถึงผู้กอง.. ”

เสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่เสียงที่น่ากลัวอย่างที่มาสั่งให้ไปฆ่าคนหรอกนะครับ คุณหมอบอกว่า คนไข้จิตเภทที่เที่ยวไปทำร้ายชาวบ้านตามเสียงสั่งนั้น จริงๆ แล้วมีน้อยมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนไข้น่ารัก เก็บตัว เชื่อฟัง ไม่ค่อยมีที่ก้าวร้าวมากนักถ้าเทียบกับฝรั่ง ลบภาพพจน์ฆาตรกรโรคจิตที่เราเห็นในหนังออกไปเสียเถอะครับ คนพวกนี้น่าสงสารมากกว่าน่ากลัวเสียอีก หมอบอกว่า ที่ประเทศไทยเราเป็นแบบนี้ก็เพราะ วัฒนธรรมเครือญาติที่แน่นแฟ้นกว่าทางตะวันตก ฝั่งนู้นจริงๆ แล้วความรู้เจริญกว่าก็จริง แต่ถ้าใครเป็นโรคจิต ก็ถูกส่งตัวเข้า รพ. สถานเดียว คนโรคจิตต้องมาอยู่มาเจอกับคนโรคจิตทุกวัน บางทีมันก็ยิ่งเครียด ยิ่งก้าวร้าว อาจทำให้เป็นหนักเข้าไปอีก ส่วนบ้านเรา ใช้หลัก คนมันเป็นลูกเป็นหลานกัน ต่อให้มันเป็นบ้ายังไง มันก็ไม่ทิ้งกัน สุดท้ายแล้ว ญาติๆ พี่น้อง ก็ต้องช่วยกันเลี้ยงช่วยกันดูให้ถึงที่สุด การพามาหาหมอที่ รพ. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนั้น อาการจะดีขึ้นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าอกเข้าใจและการสนับสนุนจากทางบ้านเป็นสิ่งที่ช่วยได้อย่างมากมายทีเดียว



 
  “โอ๊ะ ถ้าอย่างนี้ก็แสดงว่า เสียงในหัวไม่ได้สะท้อนให้เห็นปมในใจของผู้ป่วยแต่อย่างเดียว แต่ยังเป็น ‘เสียงสะท้อน’ ของสภาพสังคม วัฒนธรรมและประเพณี ความเชื่อ ของคนในท้องถิ่นนั้นๆ อีกด้วยสินะครับ”
 
“
ใช่แล้วค่ะ อย่างสมัยก่อน ถ้าเป็นบ้านเรา เสียงที่คนไข้ได้ยิน จะออกมาในรูปแบบของเสียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียเยอะ บ้างได้ยินเป็นเสียงฤาษี เป็นเทวดา นาจา เป็นเสด็จปู่ เสด็จพ่อ เสด็จแม่ องค์นู้นองค์นี้ เยอะแยะไปหมด แล้วแต่ความเชื่อเฉพาะตัวของเค้า ที่ถูกปลูกฝังมา.. พอมาตอนนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ความเชื่อของคนเปลี่ยนไป เนื้อหาตัวตนของเสียง ที่คนได้ยินมันก็เปลี่ยนตามไปด้วย อย่างพี่มีคนไข้อยู่รายนึงนะคะ แกได้ยินเสียง แล้วแกก็ตีความไปว่ามันมาจากไมโครชิพที่ถูกฝังอยู่ในสมองแก.. แกก็เลยเชื่อว่าตัวแกเนี่ยไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นหุ่นยนต์แอนดรอยด์.. คือจะออกเป็นแนววิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไปเลย..   อีกรายนึง เชื่อว่าตัวเองเป็นเด็กที่ถูกเอเลี่ยนเก็บไปเลี้ยง แล้วส่งตัวกลับมายังโลกเพื่อให้ยึดครองเป็นอาณานิคม.. แล้วช่วงหลังๆ นี้ คนไทยหันมาสนใจการเมืองกันมากขึ้นใช่มั้ยคะ ก็จะมีคนไข้บางรายค่ะ ที่ได้ยินเสียงนายก.. เชื่อว่าตัวเองสามารถสื่อสารทางโทรจิตกับนายกได้ พวกนี้จะดูข่าวในโทรทัศน์แล้วก็บอกว่า เนี่ย นายกกำลังติดต่อปรึกษานโยบายต่างๆ กับเค้าอยู่..” นี่แหละ.. รายการ ‘นายกทักษิณคุยกับประชาชน’ ของจริง.. ที่แท้ใช้ระบบแบบนี้นี่เอง



อาการประหลาดทั้งหมดนี้ มันมีสาเหตุมาจากอะไรครับ
? พันธุกรรม จิตกรรม เคราะห์กรรม.. เหตุนำนั้นพันหมื่น อื่นๆ อีกมากมายครับ ยากที่จะสรุปได้.. อย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดกันเรื่องแนวทางการรักษาละก็ จุดที่เราสามารถเข้าไปปรับแก้ได้มากที่สุด เห็นจะไม่แคล้วระดับสารเคมีในสมองนั่นแหละครับ คนไข้หูแว่วนั้น ส่วนใหญ่จะมีระดับสารสื่อประสาทตัวหนึ่งซึ่งชื่อว่า ‘โดปามีน’ อยู่ในสมองมากเกินไป การรักษาก็คือให้คนไข้กินยาซึ่งเข้าไปปรับสมดุลของสารดังกล่าวให้ลดลงมา

“
ทุกวันนี้ การรักษาด้วยยา ถือว่าเวิร์คที่สุดแล้วค่ะ” คุณหมอบอก.. ยาจะช่วยไปทำให้ระดับความรุนแรงของเสียงลดลง ทำให้คนไข้ให้ความสนใจกับมันน้อยลง ส่วนใหญ่ถึงแม้จะไม่ได้ทำให้หายขาดไปเลยทีเดียว และอาจจะต้องกินไปตลอดชีวิต แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากต้องการให้อาการดีขึ้น.. เพิ่มเติมจากยากินขึ้นมา ก็คือยาใจ.. การมีคนคอยพูดคุยปรึกษา ให้ความเข้าใจ ก็มีส่วนช่วยอย่างมาก ตัวหมอเองจะคอยชี้แนะ พูดให้คนไข้เข้าใจ ว่าสิ่งที่เค้าได้ยินนั้น เชื่อ..ว่าเค้าได้ยินมันจริงๆ แต่มันเป็นเพียงแค่อาการ อย่าไปยึดถือว่ามันเป็นตัวตนของเรา ให้พยายามอย่าไปสนใจมัน แล้วค่อยๆ กลับมาเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา ที่เราสามารถควบคุมได้ดีกว่า..

ถัดจากหมอ ก็คือญาติสนิทมิตรสหายและคนรอบข้าง กระทั่งคนไข้คนอื่นๆ ที่มีอาการเหมือนๆ กัน ก็สามารถมาจับกลุ่มกันเป็น
self-help group แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้คำปรึกษาแนะนำซึ่งกันและกันได้ รุ่นพี่ที่รักษามานานกว่า และอาการดีขึ้นแล้ว ก็อาจจะมาแนะนำรุ่นน้องได้ ว่านี่ทำอย่างงี้ๆ นะ พี่ลองมาแล้ว มันช่วยได้จริงๆ.. ในรายการวิทยุที่ผมฟัง  เขาก็มีทิปให้ บอกว่าให้ลองคุยกับเสียงของตัวเอง ลองฝึกมัน บอกมันให้มาเป็นเวลาได้มั้ย อย่ามาตอนทำงานหรืออยู่กับคนอื่นได้มั้ย เสียงไหนฝึกจนเชื่องแล้ว ก็อาจจะให้เสียงนั้น เป็นคนไปช่วยฝึกเสียงอื่นๆ ต่ออีก อย่างนี้เป็นต้น..

คนไข้ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทุกๆ ฝ่าย มีไม่น้อย ที่สามารถกลับไปช่วยที่บ้านทำงานทำการได้  กลับไปดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขได้ อย่างคุณรอน โคลแมน ทุกวันนี้ ก็เป็นแกนนำกลุ่มกิจกรรมในอังกฤษ ซึ่งคอยให้ความรู้คนทั่วไปเกี่ยวกับโรคหูแว่ว และก็ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนที่มีอาการ ให้พวกเขาได้ตระหนักว่า
you are not alone แล้วก็มีคนที่ช่วยพวกเขาได้.. ทุกวันนี้ คุณรอน ยังคงได้ยินเสียงอยู่ครับ แต่เขาสามารถคอนโทรลพวกมันได้ และไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างทรมานและไร้ค่าเหมือนสมัยที่เป็นแรกๆ อีกต่อไป ที่แขนของเขามีรอยสักเขียนว่า “psychotic and proud” แปลว่า “ภูมิใจที่เป็นโรคจิต”    



           
กลับมาที่บ้านเรา อาการป่วยทางจิต การไปหาจิตแพทย์ การกินยารักษาอาการประสาทหลอน สิ่งเหล่านี้ยังเป็นค่านิยมที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย
“รพ. กับวัดนี่ แย่งลูกค้ากันมั่งมั้ยครับ” ผมถามคุณหมอแบบทีเล่นทีจริง
“55 ไม่หรอกค่ะ บางทีทางบ้านก็พาคนไข้ไปหาทั้งหมอหาทั้งพระนั่นแหละ ซึ่งหมอก็ไม่ได้ห้ามหรอกค่ะ อะไรที่ทำแล้วสบายใจก็ปล่อยให้เขาทำไป อีกอย่างพระสมัยนี้เก่งนะ บางรูปจบด็อกเตอร์ทางด้านจิตวิทยามาเลยก็มี คนไข้บางราย ก็ต้องเรียกว่าหายได้เพราะพระเนี่ยแหละ”

คุณหมอเล่าต่อถึงเคสของคนไข้หญิงรายหนึ่งซึ่งเป็นโรค
dissociative disorder (คนละอย่างกับจิตเภท) หลงคิดว่าตัวเองเป็น ร.5 อยู่พักหนึ่ง พอไปหาพระ คุยกับพระ ถึงได้ขุดคุ้ย เปิดเผยเรื่องราวในอดีตออกมาว่าจริงๆ แล้ว เคยถูกผู้ชายแบล็คเมล ถ่ายวิดิโอเทปเก็บเอาไว้ แล้วคอยใช้เทปนี้มาขู่บอกว่าจะนำไปเผยแพร่ เธอรู้สึกหวาดกลัวจนทนตัวเองไม่ได้ เลยสร้างบุคลิกใหม่ขึ้นมากลบ จะได้ไม่ต้องทุกข์ร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้น พระท่านพอคุยจนรู้เรื่องนี้ ก็เรียกสีกามา แล้วใช้จิตวิทยาหว่านล้อมบอกว่า โยม อาตมาดูดวงให้แล้วนะ โยมน่ะหมดเคราะห์หมดกรรมแล้ว ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว หายได้แล้ว.. ก็ปรากฏว่าหายจริงๆ



               
การให้
‘คุณพระช่วย’ในลักษณะนี้ หมอเองก็ไม่ได้ต่อต้านอะไรครับ ตราบใดที่คนไข้ยังมาหาหมอด้วย กินยาด้วย ผมเองก็คิดว่ากรณีแบบนี้มันไม่เป็นไรหรอก แต่โดยส่วนตัวผม ผมคิดไปถึงกรณีที่คนใกล้ตัวคนไข้มีความเชื่อแบบงมงายสุดขั้ว ไม่ยอมพามาหาหมอคน แต่กลับพาไปหาหมอผี ไปรดน้ำมนต์ ไปทำพิธีไล่ผี อะไรทำนองแบบนั้นมากกว่า จะบอกว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่หรืออย่างไรก็ช่าง ผมคิดว่า ยังไงๆ เสีย วิทยาศาสตร์ ก็น่าจะเป็นหนทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงมากที่สุด และน่าจะเป็นวิธีการที่ช่วยคนได้จำนวนมากที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดอยู่ดี



               
1 ใน 100 คน ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ ไม่แน่คนใกล้ตัวในครอบครัว ในห้องเรียน ในที่ทำงาน ของคุณ อาจเป็นหนึ่งในนั้นก็ได้ แทนที่จะตีตราพวกเขาว่า
‘บ้า’ ลองสังเกต ลองใช้ความรู้ ลองพยายามทำความเข้าใจพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งดูสิครับ แล้วก่อนที่จะกลัวเขา หรือเอาไศยศาสตร์ไปล้อมกรอบเขา ลองพูดคุยกับพวกเขา ลองแนะนำหรือพาเขาไปพบจิตแพทย์ดูสิครับ ไม่แน่คุณอาจได้ช่วยชีวิตคนเอาไว้ 1 คน ไม่แน่ครับ ไม่แน่..   

* รายการวิทยุที่ว่า จัดทำโดย ABC ประเทศออสเตรเลีย ชื่อรายการ All In The Mind ตอน hearing voices สามารถอ่านบทถอดความได้ที่ http://www.abc.net.au/rn/allinthemind/stories/2006/1689941.htm หรือดาวน์โหลดมาฟังได้โดยใช้โปรแกรม iTunes เข้า podcast เสริช all in the mind


  « โลกจิต 8 - หลับเถิดชาว..   โลกจิต 9 - แว่ว »
  4 Comment




Comment message

แห้วไม่ได้ปลอก Post date : 03/12/2006 18:33:21 น.
Comment : 2637 x

เราก็เคยเป็น ตอนนี้ยังไม่หายเลย เป็นมา 2 ปีแล้ว ยังกิน ยาอยู่ 5 ตัว

เท่าที่จำได้นะ จากที่ไปอ่านมาด้วย คงเป็นโรคจิตเภท อ่ะ

จากสาเหตุ
จิตใจผิดหวังอย่างแรง
คิดมากจนเกิดเหตุ สารเคมีในสมองเลยหลั่งออกมามากนะ แล้ว สมองก็คงเกือบตาย ความจำก็จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่
หมอบอกว่าตอนนี้ ดี 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ตอนเป็นนะเหรอ มันเหมือนว่ามีคนคอยดูเราตลอด ไม่งั้นก็เหมือนว่ามีกล้องตามเราตลอด จะได้ยินเสียงคนพูด โต้ตอบกับเราได้ ตอนแรกนะมันก็ไม่ค่อยชัด แล้วก็เริ่มชัด จนได้ยินติดหู ทุกวัน เราเป็นทั้ง จิต ทั้งสมองเลย
แล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเจ้า อะไรประมาณเนี้ย รู้สึกว่าอ่านความรู้สึกคนอื่นได้ แต่จริงมีคนที่เราคิดว่าคุยได้มี 2 คน ผู้หญิงคน(คนที่ช่วยเราเกือบทุกอย่างต้องขอบคุณเค้า) ผู้ชายคน(คนที่เราเคยรัก แล้ว เค้าก็คงมาตาม ลังควาน เพราะเราแกล้งเค้าไว้เยอะ) มันเหมือน
จิตคิดอย่าง สมองคิดอย่างอ่ะ ของเราคงเป็นโดนของจริง ขนาดคนขับรถยังได้ยินเราเลย ดีนะที่ได้ยินแต่ใจไม่งั้นก็จิตเราก็ไม่แน่นใจเหมือนกัน ดีเค้าไม่ได้ยินความคิดเรา
ตอนนั้นเราหนีออกจากบ้านมา แล้วก็ไม่มีตังค์ซักบาท ใจเราคงคิดว่าเราไม่มีตังค์ แล้วคนขับรถก็จะจอดรถเลย เราก็เลยบอกว่ามี อันนี้ในใจนะ เค้าก็เลยขับไปต่อ ตอนนั้นมีเรานั่งคนเดียวนะเนี้ยะ แล้วก็ดีที่เค้าเก็บเงินตอนปลายทางนะ เราก็เลยไปยืมเงินคนอื่นได้ แล้วก็เสียงเรา เค้าคงได้ยืนทั้งเมืองเลยมั้ง ตอนนี้เสียงมันดังก้องฟ้ายังไงไม่รู้ แล้วเวลามีคนคุยกัน เหมือนว่าเค้ากำลังจะว่าเรา เพราะทางจิตวิทยา ถ้าคนอื่นพูดอะไรไปแล้ว มันตรงกับความรู้สึก ก็คิดว่าเค้าว่าเรา ไม่งั้นก็พยายามคิดให้ได้ว่าเค้ากับเราว่าเราว่าอะไร แล้วเราข่าวจะเอาเราไปลง แล้วตอนนั้นนะ ที่เค้าโฆษณาพอนส์อะที่เค้าพูดแปลกแปลก ประมาณ 2ปีที่แล้ว ก็มีคนบอกให้เราเอาพอนส์มาให้นะ เหมือน ด่าเรา แล้วก็ก็ได้ยินเหมือนสารภาพรักอะไรก็ประมาณนี้แหละ

แต่มันก็แปลกดีได้เจออะไรที่ไม่เคยรู้

จะว่าสนุกก็สนุกได้แกล้งคน
จะว่าทรมาณมั้ยเหรอ สุดยอด
จำได้ว่าว่าเราไม่ได้หลับประมาณ 3 วันได้ ต่อกันนะ
ยังงี้ไม่ให้สมองเราเกือบตายได้ไง แล้วก็คิดเยอะมาก แล้วเหมือนว่าคนที่เราได้ยินเค้า เค้าจะรู้ทุกอย่างที่เราคิดทั้งจิตใจและสมอง พูดกับเราตลอดเวลา ทำให้เราต้องไม่ได้หลับ ไป 3 วัน แล้วก็เหมือนว่าเราจะบังคับน้ำฝักบัวได้ ให้มันไหลแรงแรงแล้วก็เบาเบานะ แล้วก็เหมือนขับรถด้วยพลังจิตได้

ตอนที่ทำได้ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลย คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากมาก ก็ตอนนั้นคิดว่าเป็นพระเจ้านี่นา

ตอนที่เป็นตอนแรกนะรู้สึกว่าห้ามใจตัวเองไม่ให้รัก คนคนนี้น เพราะว่ามันไม่ดี (ขอบอกไว้เป็นอุทาหรณ์เลยนะ ว่า ถึงแม้ว่าเราจะรักใคร ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อศีลธรรมแล้วไม่เป็นไร แล้วก็พยายามไม่คิดเป็นอกุศลไว้ แล้วค่อย หาเหตุผลให้ตัวเอง ไม่ต้องคิดมาก ค่อนค่อนเป็นค่อนค่อนไป ไม่ใช้หักห้ามที่เดียว ต้องปล่อยมันไปค่อย ๆ รอเวลาหาอะไรที่มีสาระทำ อย่ามั่วคิดถึงมัน ต้องหาอะไรให้คิด หรือว่าไม่ว่างทำ เพราะถ้าว่างแล้วเราก็จะคิดถึงแต่เรื่องนั้น แล้วมันก็จะทำให้เราเครียด แล้วระวังสมองตาย แล้วยาที่เรากินนะแพงมาก ตอนแรก กินตัวหนึ่งที่มันเม็ดละ 120 บาท ไซเป็กซ่านะ สองเม็ด แพงมาก เผอิญ โชคดีที่ครอบครัวเราดูแลเราดี แล้วก็มีตังค์จ่ายพอค่ายา)แล้วก็สับสนมากมาก แล้วเราก็พาลใส่คนอื่นเยอะมาก เพื่อนก็รู้นะว่าเราคิดมากแต่ก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร เพราะเราไม่ยอมบอก ขอยอมรับเลยว่าเราคิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น ไม่คิดถึงคนอื่นเลย เพราะตอนนั้นเหมือนไม่ค่อยสามารถบังคับตัวเองได้เท่าไหร่ เราจากที่เราสังเกตุนะ รู้สึกว่าเราจะเป็นโรคจิตอ่อน ๆ ตั้งแต่เด็ก แต่มันไม่แสดงออก เพราะมันเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก ถ้าใครเรียนจิตวิทยาก็จะรู้ แนวความคิดจิตวิเคราะห์ ของ ฟอร์อย อ่ะ รู้สึกว่าจะเป็นชาว เวียนนาอ่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ บอกว่าคนเรามี จิต 3 ส่วน เหมือนก้อนน้ำแข็ง ส่วนแรกเรียกว่าจิตรู้สำนึก ที่อยู่เหนือน้ำทะเลอ่ะ เป็นประมาณว่าความคิดที่คดอยู่ในปัจจุบัน จำได้ทันที ส่วนที่สองและส่วนทีสามอยู่ได้น้ำ เรียกว่า จิตก่อนสำนึก เป็น ความคิดที่จำไม่ได้ทันที่ แต่สามารถเรียกจำได้ ส่วนที่สามคิดจิตไร้สำนึก ก็ประมาณ ความก้าวร้าว เรื่องเพศ ประมาณเนี่ย  แล้วก็ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่สมาธิสั้นเลย จะบอกให้ตอนแรกที่เป็นเราไม่ได้อ่านหนังสือเลย เขียนหนังสือก็เขียนไม่ได้ มือก็สั้นเวลาเขียนแล้วรู้สึกทรมาณมาก เลวร้ายสุด ๆ แล้วก็รู้ถึงจิตใจของคนเฒ่าคนแก่ที่เฝ้าบ้าน ว่ามันน่าเบื่อขนาดไหน แต่รู้ไม่ก็ไม่สำคัญหากว่าเราไม่สนใจ คือ รู้แล้วไม่ทำมันก็ไม่แตกต่างกับการไม่รู้ ต้องใช้คำว่ารู้นะเพราะถ้าเราไม่รู้ จำไม่ได้ ก็จะไม่เข้าใจ เพราะทุกอย่างมากจากความจำ เมื่อจำได้ก้รู้ เหมือนรู้ก็จะเข้าใจ (จากที่เราเจอมา)

ดีนะ ที่ตอนนั้น เรามีสังคมที่ดี ไม่งั้น ก็คงตายไปแล้วด้วย
มีตอนหนึ่งที่เราลุกขึ้นไม่ได้ด้วย เหมือนจะตายแล้ว แต่เรายังรู้สึกตัวนะ เหมือนตัวมันแข็งไปทั้งตัวแล้วลุกไม่ได้ จะว่าเหมือนโดนพี่อ้ำก็ใช่แต่ว่ามันเป็นตอนเช้านะ ขยับก็ไม่ได้พูดก็ไม่ได้ แล้วป้าเราก็มาดึงตัวเราขึ้นแล้วก็ค่อย ๆ ขับได้
เอ่อตอนไปหาหมอแบบได้ยินเสียงชัดมาก เป็นแบบหลาย ๆ เสียงรวมกัน เหมือนเว่งเว่งอยู่ในนรก  แล้วก็ได้ยินเสียงมอไซค์ มา บรือ บรือ ใกล้ ๆ หู ประมาณว่าชวนเราเป็นคนเลว ไปกินเหล้าเมายาอะไรประมาณนี้ แต่ว่านะ
ตอนแรกเรากะทำหนังสือประกวดอินดี้แล้ว เป็นประมาณวรรณกรรมนะ ดัดแปลงมาจากเรื่องที่เราเจอ แต่เค้าบอกว่าถ้าไม่ส่งไปให้กลับมาได้ แต่เค้าไม่ได้บอกว่าให้เรามาพิมพ์ลงเน็ตได้หรือไม่ เราก็กะจะมาให้ไม่ใช่มาประจารณ์ตัวเอง แต่เป็นการ reflection ให้รู้เพื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์ มันอยู่ที่เจตนา  ถ้าเราไม่คิดอะไรมันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเชื่ออะไรมันก็จะเป็นแบบนั้น เคยได้ยินเปล่าว่า มีเด็กชายคนหนึ่งหลงป่า จำไม่ได้แล้วว่าประเทศไร แต่เค้าเชื่อว่าถ้ายุ่งจับมือหรือหรือสัมผัสก็จะตายแล้วเค้าก็ได้เจอกับเด็กหญิงคนหนึ่ง ในป่า ด้วยความจำเป็


พยสว - พะยูนสูงวัย (กินเจ) Post date : 23/10/2006 22:35:51 น.
Comment : 2370 x

เราเอาบทความของคุณน้องแทน ไปอ่านให้พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ออฟฟิศฟัง ทุกอังคารเว้นอังคาร ทุกคนชอบกันมาก แม้จะเกี่ยวกับงานบ้าง หรือพยายามโยงให้เกี่ยวกันบ้าง (ถ้าไม่เกี่ยวกะงาน หัวหน้าอาจจะมีเคืองได้) พยายามแนะนำให้ทุกคนไปอ่านในเว็บซึ่งจะได้อรรถรสมากกว่า แต่คนไทยไม่ชอยอ่านอ่ะค่ะเรื่องของคุณน้อง เป็นที่เฝ้ารอคอยให้วันอังคารมาถึงเร็ว ๆ (เรทติ้งสูงสุดเชียวนะเนี่ย)เพราะฉะนั้น เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคุณน้องอัพไดบ่อย ๆ จะเป็นพระคุณต่อตาดำ ๆที่เป็นแฟนทางอ้อมหลาย ๆ เด้อค่ะ
roseate Post date : 22/10/2006 17:38:53 น.
Comment : 2362 x

อ๋อ

ความจริงท่านก็ทำงานล่วงหน้านานเหมือนกันนะนี่ เขียนตั้งเเต่เดือนที่เเล้ว ละนี่นา
เเต่เพิ่งเอามาโพส

ส่วนอันที่เขียนที่โอเพ่น หายไปเลยนะ ท่าน
aeneas Post date : 22/10/2006 01:29:00 น.
Comment : 2358 x

โอสสส!!!
บทความนี้เจ๋งจิงๆพี่แทน
อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือน
สารถัตคดี เลยล่ะ
เพิ่งรู้ว่าการที่คนหูแว่วเนี่ย
น่าสงสารกว่าที่เราคิดอีก
มองอีกมุมนึงมันก็ดีไปอย่าง
ชอบๆได้ความรู้ดีด้วย
ไปแระค่ะ เจอกันในเอ็มเน้อ




February 2008
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  
             


  โลกจิต 12 - Synaesthes..
  จับช้างส่องกระจก ชะโงก..
  โลกจิต 10 - อ่านออก เข..
  ขอเชิญพบกับสิ่งที่น่าส..
  อาบันแฟนฉัน - ตอน 1
  Restart
  โลกจิต 9 - แว่ว
  โลกจิต 9 - แว่ว (เวอร์..
  โลกจิต 8 - หลับเถิดชาว..
  โลกจิต 7 - ขำๆ (เวอร์ช..
  โลกจิต 7 - ขำๆ(เวอร์ชั..
  โลกจิต 6 - ดอกไม้หลากส..
  โลกจิต 6 - ดอกไม้หลากส..
  ภาพสื่อใจ
  ยีเนียส
[ « 0 1 2 3 4 5 » ]

  Comment here
  name/email
 
 
  message Icon toy
 
 
   


    [ ส่งเมลล์ถึงเจ้าของไดอารี่ | แอด:yeebud -> diarylist | แนะนำได:yeebud ให้เพื่อนๆ ]
    PRIVACY POLICY | DISCLAIMER | HELP | ADS | CONTACT
    COPYRIGHT © 2000-2007 STORYTHAI.COM., ALL RIGHT RESERVED.