แฟนผมไปเข้าค่ายอาสาช่วยโคลนถล่มที่อุตรดิตถ์ ตะกี้นี้เธอเพิ่งโทรมาเล่าบรรยากาศให้ฟัง ช่วงเย็นหลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน พวกชาวค่ายก็จะอาบน้ำพักผ่อนตามอัธยาศัย แล้วก็ค่อยมานัดชุมนุมกันอีกทีในช่วงหัวค่ำ การชุมนุมที่ว่า มีรูปแบบเหมือนๆ กับการชุมนุมตามค่ายทั่วๆ ไป คือทุกคนเข้ามานั่งล้อมวงกัน แล้วก็จะเล่นเกม จะร้องรำทำเพลง จะเวียนกันกล่าวสรุปผลงาน สรุปปัญหา หรือจะกล่าวความในใจ ความประทับใจอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป..
ช่วงที่ผมกำลังคุยโทรศัพท์กับแฟนนั้น คือจังหวะที่เธอเพิ่งเสร็จออกมาจากการชุมนุมพอดี เธอได้รีบโทรมาเล่าให้ผมฟังถึงเหตุการณ์อันน่าสะพรึงที่เพิ่งเกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น.. ระหว่างที่ทุกคนกำลังประชุมกันอยู่ อยู่ดีๆ ก็มีโมเม้นต์เงียบเกิดขึ้น.. หลายคนคงเคยเจอมาก่อน สภาวะมาคุที่อยู่ๆ ก็ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนต่างพร้อมใจกันเงียบโดยมิได้นัดหมาย จะยินก็แต่เสียงหรีดหริ่งเรไร กับเสียงหยดน้ำค้าง แหมะๆ ฟังดูวังเวงๆ.. บรรยากาศอันอึมครึมยังไม่ยอมสลายตัวไปง่ายๆ ในขณะที่สายลมก็เริ่มกรรโชกแรงขึ้นทุกขณะ.. ทันใดนั้นเอง น้องผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งชันเข่าอยู่ในวง ก็เริ่มมีสีหน้าอาการประหลาดๆ.. ปากของเธอเผยอขึ้น ดวงตาเหลือกปรือ คิ้วขมวดย่นเข้าหากัน เสียงหายใจของเธอติดขัดเป็นห้วงๆ ดัง หะ.. หะ.. หะ..หัด...เช่ยย!! ......... ปุ๋ง..
เป็นที่ชัดเจนว่าไอ้เสียง ปุ๋ง ที่ตามหลัง ฮัดเช่ย มาอย่างดังสนั่นกังวานไพรนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาจากปากหรือลำคอของสาวน้อยคนนั้นแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงลมในช่องท้องของเธอซึ่งถูกแรงดันจากการจามบีบรีดให้เล็ดรอดผ่านช่องแคบออกมา ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อบริเวณแก้มทวาร จนกลายเป็นคลื่นความถี่เสียงที่ถูกถ่ายทอดผ่านอากาศต่อไปในที่สุด.. โมเมนต์เงียบถูกทำลายลงทันทีหลังจากที่เสียง ปุ๋ง นี้เดินทางไปกระทบแก้วหูของคนในวง มันคงเริ่มต้นจากการที่ใครสักคนพ่นหัวเราะปู้ดออกมาก่อน จากนั้น คนอื่นๆ ก็เริ่มระเบิดหัวเราะออกมาตาม ขำกันจนขี้แตกขี้แตน ท้องคัดท้องแข็ง หายใจไม่ทัน พอทำท่าว่ากำลังจะหายขำ พยายามสูดหายใจลึกๆ โอเค หายขำละ หายขำละ... อ้า..ฟู่วว.. หันไปดูหน้าเพื่อนข้างๆ อยู่ดีๆ มันก็ขำปู้ดออกมาอีก ทั้งวงกลับฮาแตกขึ้นมาใหม่ ลงไปนอนขำกลิ้งกันบนพื้นอีกรอบ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ.. สุดท้าย แฟนผมเล่าว่า ผ่านไปประมาณ 5 นาทีกว่าแน่ะ ถึงจะหยุดขำกันได้ เล่นเอาคนที่เคยอ้วนได้บริหารกล้ามเนื้อท้องจนเกือบจะกลายเป็นซิกส์แพ็ค จนน้องคนนั้นอายม้วนจนแทบจะหมดความมั่นใจไปตลอดชีวิต.. นี่ระหว่างที่เล่าไป แฟนผมเธอก็ขำไปด้วย ส่วนผมเองก็หัวเราะออกมาดังๆ จนแทบจะหยุดไม่ได้เหมือนกัน คนเรานี่ก็แปลกจริงๆ กะอีแค่ผู้หญิงท่าทางเรียบร้อยตดแตกเสียงดังกลางที่ประชุมนี่ ไม่รู้มันจะขำอะไรกันนักหนา นี่ถ้ามนุษย์ต่างดาวมาสำรวจพฤติกรรมมนุษย์มันคงงงพิลึก อยู่ดีๆ ไอ้พวกนี้มันจะงอก่องอขิง ส่งเสียง ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นจังหวะกันไปทำไมฟะ? ความขำคืออะไร? แล้วทำไมถึงต้องขำด้วย? ทั้งหมดนี้ มันเพื่ออะไรกัน?
ทีสัตว์อื่นไม่ยักจะขำ! ผมเคยพยายามเปิดพุงเต้นระบำงี่เง่าให้หมาที่บ้านดูหลายทีแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมันจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอะไร.. หรือว่าจริงๆ แล้ว มนุษย์ เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีสิ่งที่เรียกว่า อารมณ์ขัน?
โอเค จริงอยู่ ไก่ก็มีอารมณ์ขันเหมือนกัน โดยเฉพาะตอนเช้าๆ แต่สำหรับสัตว์ชนิดอื่นๆ อย่างเช่น วัว ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ต่อให้เอาดาวตลกชั้นนำของเมืองไทยอย่าง โน้ตอุดม น้าเน้ก หม่ำจ๊กม๊ก ป๋าเทพ และบิ๊กจิ๋ว มารวมตัวกันเล่นมุกให้มันดู 3 วัน 3 คืน มันก็คงไม่ขำอยู่ดี.. ด้วยความฉงนสนเท่ห์ในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ผมก็เลยไปค้นคว้าหาอ่านดู สุดท้ายถึงได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ถึงแม้สัตว์จะไม่รู้จัก ขำ แต่มันก็รู้จัก หัวเราะ มาก่อนหน้าเราตั้งนานแล้ว
ลิงชิมแพนซีหัวเราะเป็น พวกมันไม่มีการปล่อยมุก หรือหัวเราะเพราะเห็นอะไรตลกๆ เหมือนอย่างในคนเรา แต่มันจะหัวเราะเฉพาะตอนเล่นจั๊กกะจี้กันเท่านั้น (จุดบ้าจี้ของลิงพวกนี้ อยู่ที่เดียวกับของคนเลย คือตรงรักแร้ กับสะเอว) ประมาณว่าเป็นเสียงที่เอาไว้บ่งบอกถึงอารมณ์สนุก ขี้เล่น ไม่ซีเรียส อะไรประมาณนั้น เสียงหัวเราะของมันไม่ได้มีพยางค์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ชัดเจนแบบในคนเรา แต่ฟังดูเหมือนเสียงลมหายใจเข้าออกแบบหอบๆ ถี่ๆ มากกว่า นักวิทย์เชื่อว่าเสียงนี้เองเป็นบรรพบุรุษต้นแบบของเสียงหัวเราะซึ่งคนเรารับสืบทอดต่อมาจากลิงแล้วเอามาพัฒนาต่อให้กลายเป็น ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีกทีนึง (หนูก็เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มีพฤติกรรมการหัวเราะระหว่างเล่นปลุกปล้ำวิ่งไล่กัน แต่เสียงหัวเราะของหนูมีความถี่สูงมากจนมนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ด้วยหูเปล่า) นอกจากเสียงหัวเราะแล้ว สัญชาตญาณความบ้าจี้ที่เรารับมาจากลิง ก็ยังคงอยู่ครบถ้วน แถมอยู่อย่างฝังรากลึกซะด้วย เด็กทารกรู้จักตอบสนองต่อการจั๊กกะจี๋ตั้งแต่อายุได้ 3-4 เดือน อย่างไรก็ตาม ถ้าใครเคยเล่นกับเด็ก ก็จะรู้ดีว่า เบบี๋ ไม่ได้หัวเราะแค่ตอนโดนจี๋อย่างเดียว การเล่นจ๊ะเอ๋ กระทั่งการแกล้งทำเป็นเดินงี่เง่าแล้วสะดุดล้ม ก็สามารถทำให้ทารกขำชอบใจได้เช่นเดียวกัน
ความขำในลักษณะนี้ เป็นสัญชาตญาณใหม่ของมนุษย์ ที่บรรพบุรุษของเราวิวัฒนาการขึ้นมาภายหลังจากที่แยกสายพันธุ์จากลิงมาพักนึงแล้ว คือเมื่อประมาณ 4 ล้านปีก่อน(สายวิวัฒนาการของคนเราแยกออกจากลิงชิมแพนซีเมื่อประมาณ 7 ล้านปีก่อน) สมัยนั้น คนเรายังไม่มีภาษาพูด แต่ก็เริ่มอยู่กันเป็นสังคมที่ใกล้ชิดและมีความจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกันให้รู้เรื่องมากขึ้น.. ความตลก และก็คอนเซ็ปที่ว่าเมื่อตลกแล้วต้องหัวเราะออกมานั้น โดยแรกเริ่มเดิมที คงจะวิวัฒน์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อความอยู่รอดอย่างหนึ่ง อารมณ์ขันในยุคเริ่มแรก อาจจะเอาไว้สื่อประมาณว่า โอ๊ะ เกิดสิ่งที่มันผิดความคาดหมาย ผิดแปลกไปจากปกติขึ้น แต่ไม่เป็นไรนะ ดูแล้วไม่น่ามีอะไรซีเรียส เรามาหัวเราะกันดีกว่า 5555.. ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่า มนุษย์หินเดินกันมาเป็นกลุ่ม แล้วปรากฏว่าไอ้คนเดินนำ อยู่ดีๆ ก็ลื่นหกล้มก้นคะมำลงไป ตอนแรกเพื่อนมันอาจจะตกใจก่อน เฮ้ยเกิดอะไรขึ้นวะ! แต่สุดท้ายถ้ามันไม่ได้เป็นอะไรมาก มันก็จะลุกขึ้นมาแล้วก็อาจจะเริ่มหัวเราะ ขำในความซุ่มซ่ามของตัวเอง เพื่อนพอเห็นไอ้นี่ขำออก ก็จะสบายใจว่า อ๋อ ไม่ได้เป็นอะไรนะ ไม่มีอะไรต้องซีเรียส ก็จะเริ่มพากันหัวเราะในความเปิ่นของเพื่อนมัน การหัวเราะในที่นี้ก็จะทำหน้าที่เหมือนกับเป็นการสื่อสารกันในกลุ่ม ว่า เฮ้ย ไม่มีอะไรต้องวอรี่ เหตุการณ์ตะกี๊แค่งี่เง่าเฉยๆ ไม่มีภัยอันตรายอะไร ให้ทุกคนเดินต่อไปได้ ขำๆ ชิวๆ.. เท่านี้อารมณ์ของสมาชิกในกลุ่มก็จะถูกจูนให้ตรงกัน ทำให้สามารถอยู่รอดร่วมกันได้อย่างเข้าใจกันและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่จำเป็นต้องคอยตื่นตระหนกหวาดผวากับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดปกติอยู่ตลอดเวลา
ทุกวันนี้ความซับซ้อนของสังคมและภาษาของเราพัฒนามาไกลครับ.. อารมณ์ขันเองก็พัฒนามาไกลเหมือนกัน เดี่ยวนี้เรามีมุกต่างๆ มากมายหลายแบบให้เลือกใช้ พวกมุกโบราณแต่คลาสสิคอย่าง มุกขี้ มุกตด มุกถาดตีหัว มุกเจ็บตัว กางเกงหลุด เหยียบเปลือกกล้วย เดินชนเสา อะไรเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ ในขณะเดียวกัน ก็มีพวกมุกระดับสูงอย่าง พวกคำผวน คำถามอะไรเอ่ย การเล่าเรื่องตลกแบบยาวๆ แล้วจบด้วยท่อนฮุค มุกเสียดสีสังคมล้อเลียนการเมือง อะไรพวกนี้อีกเต็มไปหมด.. แต่ไม่ว่าจะเป็น ความตลก ในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องต้องกันครับว่า ความตลกทุกประเภท ต่างก็มีรากเหง้าพื้นฐานที่คล้ายคลึงกันหมด ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือรากเดียวกันกับอารมณ์ขันเมื่อยุค 4 ล้านปีก่อนนั่นแหละ กล่าวคือ ถ้าจะให้สรุปนิยามง่ายๆ สิ่งที่ตลกก็คือ.. สิ่งอะไรก็ตามที่ผิดความคาดคิด ผิดที่ ผิดเวลา แต่ไม่มีอะไรต้องซีเรียส.. ขอเน้นย้ำว่าต้องไม่มีอะไรซีเรียส ยกตัวอย่างเช่น น้องที่ตดแตก โอเคมันผิดความคาดหมาย น้องเค้าเป็นผู้หญิงท่าทางเรียบร้อย ไม่น่ามาตดกลางวงตอนที่ทุกคนกำลังเงียบอยู่ มันเลยตลก.. แต่ถ้าเกิดสมมุติ น้องเค้าตดเสร็จ แล้วมีเลือดไหลออกมาทางปากทางจมูก จากนั้นหัวระเบิดเศษสมองกระเด็นกระจายไปทั่ว อันนั้นผิดความคาดหมายก็จริง แต่มันคงไม่ตลกแล้ว เพราะมันกลายเป็นเรื่องซีเรียส เรื่องคอขาดบาดตาย
ยกตัวอย่างอีกก็ได้ คุณลองนึกภาพตัวเองกำลังเดินเลือกผักอยู่ในซุปเปอร์มาเก็ต แล้วอยู่ๆ หันไปเจอคุณชูวิทย์ใส่ชุดซุปเปอร์แมนยืนบีบพุงอยู่ข้างๆ.. หรือไม่ ลองนึกภาพ จะเดินไปแลกเหรียญซื้อตั๋วขึ้นรถไฟฟ้า แล้วปรากฏว่าพนักงานในบูธ เป็นคุณสรยุทธนั่งหน้านิ่ง ไม่ใส่เสื้อ มีรอยลิปสติกสีแดงทาเป็นวงอยู่รอบๆ หัวนม.. ภาพเหล่านี้ตลก ก็เพราะมันผิดที่ ผิดทาง ผิดความคาดหมาย เป็นอะไรที่ขัดกับภาพพจน์เดิมที่ 2 คนนี้เคยมีมาก่อน.. อะไรเอ่ยเข้าก็ร้อง ออกก็ร้อง เข้าลึกๆ แล้วมีน้ำ? เฉลย: เซเว่นอิเลเว่น.. อันนี้ก็ตลก (หวังว่า) เพราะมันเซ็ทอัพมาหลอกให้เราคิดลึกไปถึงไหนๆ ก่อน จากนั้นพอเฉลย กับกลายเป็นเรื่องที่หักมุม ทำลายความคาดหมายเก่าของเราโดยสิ้นเชิง และแน่นอนครับคำเฉลยต้องไม่ใช่เป็นอะไรที่ซีเรียส อย่างถ้าเฉลยว่า เป็นฆาตรกรกำลังใช้มีดแทงเหยื่ออยู่ อันนั้นมันก็จะไม่ตลกแล้ว.. สรุป ไอ้โครงสร้างพื้นฐานของความตลกมันก็มีอยู่แค่นี้จริงๆ เหมือนกับสมัยยุคที่แรกเริ่มวิวัฒนาการขึ้นมาเป๊ะ และไม่เพียงแค่คอนเซ็ปซึ่งนำไปสู่การหัวเราะเท่านั้นที่เหมือน หน้าที่ของตัวเสียงหัวเราะเองก็ยังคงคล้ายๆ เดิม นั่นก็คือ ช่วยสร้างบรรยากาศ ขำๆ ชิวๆ ให้ความรู้สึกเซฟ เป็นกันเอง และก่อให้เกิดภารดรภาพภายในกลุ่ม จะได้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
เอาละครับ รู้ที่มาที่ไปแล้ว คราวนี้มาดูปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมการหัวเราะกันมั่งดีกว่า.. การหัวเราะเป็นพฤติกรรมทางสังคมครับ.. คนเราเวลาอยู่กับคนอื่นจะหัวเราะมากกว่าอยู่คนเดียวถึง 30 เท่า (ยกเว้นคนบ้า) สังเกตได้ครับ เวลาที่เรานั่งดูหนังตลกคนเดียว มันจะไม่ออกอาการเท่ากับเวลาดูกับเพื่อน จะว่าไป เสียงหัวเราะเป็นเสมือนโรคติดต่ออย่างหนึ่ง พอคนหนึ่งขำขึ้นมา เราก็มักจะขำตาม ทั้งๆ ที่บางทีก็ไม่ได้เก็ทมุกหรอก แต่ขำที่เพื่อนมันขำตะหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งใดก็ตามที่มันตลกอยู่แล้ว ถ้ายิ่งมีคนช่วยกันขำออกมาดังๆ มันก็ยิ่งช่วยทำให้รู้สึกตลกมากขึ้นไปอีก นี่เองจึงเป็นที่เหตุว่าทำไม พวกละครตลกฝรั่ง(sit com) จึงชอบเปิด laugh track (เสียงหัวเราะที่อัดเอาไว้) ตามหลังมุกต่างๆ ที่ตัวละครปล่อยออกมา
จากตัวอย่างเรื่องอันน่าสะพรึงของน้องที่ตดแตกกลางวง จะเห็นได้ว่า การติดต่อกันของเสียงหัวเราะ ส่งผลทำให้ชาวค่ายขำกันไปขำกันมาไม่หยุดเป็นเวลานานถึง 5 นาที อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับหมดความน่าสะพรึงไปโดยทันที เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปี 1962 ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ริมทะเลสาบวิคตอเรีย ประเทศ แทนแกนยิกา (แทนซาเนีย ปัจจุบัน) ทวีปแอฟริกา... เรื่องเริ่มต้นขึ้นจาก การจับกลุ่มสนทนากันตามปกติของนักเรียนสาวในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ระหว่างสนทนาคงมีใครสักคนปล่อยมุกออกมา ทำให้เพื่อนๆ เริ่มหัวเราะกัน บันทึกประวัติศาสตร์ไม่ได้ระบุไว้ว่ามุกที่ว่านี้มีใจความอย่างไร แต่คาดว่าคงเป็นมุกที่ตลกมากๆ เด็กสาวกลุ่มนั้นพอเริ่มหัวเราะแล้ว ก็ไม่มีใครหยุดได้ พอทำท่าว่าจะหายขำๆ มันก็กลับหัวเราะขึ้นมาอีก.. คนเดินผ่านไปผ่านมามาเห็นเข้า ก็พากันหัวเราะตาม เสียงหัวเราะค่อยๆ ติดต่อ ระบาดไปทั่วโรงเรียน จนกระทั่งสุดท้าย โรงเรียนถึงกับต้องปิดตัวลงภายใต้สภาวะฉุกเฉิน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เด็กๆ ที่กลับบ้านไป พอไปถึงก็เอาไอ้โรคขำนี่ไปติดผู้ปกครองต่ออีก โรคหัวเราะไม่หยุดค่อยๆ แพร่สะพัดออกไปยังชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียงเรื่อยๆ จนกระทั่งมีคนได้รับผลกระทบรวมกันเป็นพันๆ คน วิกฤติการดังกล่าวดำรงอยู่เป็นเวลายาวนานถึง 6 เดือน จึงค่อยๆ หายขำไปในที่สุด นับเป็นการหัวเราะต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ (มันน่าสงสัยจริงๆ ว่ามุกอะไรมันจะตลกได้ขนาดนั้น)
นอกเหนือจากเรื่องการติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้แล้ว รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เช่น เพศ และความคุ้นเคยที่เรามีต่อคนที่กำลังอยู่ด้วย ก็สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมการหัวเราะของเราได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า คนทั่วไปเวลานั่งดูหนังตลก ถ้าได้นั่งคู่กับเพื่อนสนิท จะหัวเราะมากกว่าเมื่อได้นั่งคู่กับคนแปลกหน้า สำหรับผู้หญิง เพศของคนที่นั่งข้างๆ จะมีผลด้วย คือจะหัวเราะมากกว่าถ้าเพื่อนที่นั่งด้วยเป็นผู้ชาย และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ โทนเสียงในการหัวเราะของผู้หญิงจะสูงที่สุด เมื่อถูกจับให้นั่งคู่กับผู้ชายแปลกหน้า นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า เสียงสูงจะทำให้ฟังดูอ่อนเยาว์กว่าปกติ พูดง่ายๆ คือ เป็นสัญชาตญาณของผู้หญิงในการหลอกล่อผู้ชายนั่นเอง
ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่อุทิศตนศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการหัวเราะ คนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดเห็นจะได้แก่ ดร. โรเบิร์ต โพรไวน์ แห่งมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ อาจารย์คนนี้แกใช้วิธีรวมทีมเด็กปริญญาตรีขึ้นมากลุ่มนึง แล้วก็ส่งแต่ละคนแยกย้ายกันไปดักฟังคำสนทนาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาตามห้าง ทุกครั้งที่มีใครหัวเราะขึ้นมา แกก็จะให้เด็กจดว่า คนหัวเราะเป็นเพศอะไร มุกที่ทำให้หัวเราะนั่นว่ายังไง คนที่ขำเป็นคนเล่า หรือเป็นคนฟัง ฯลฯ สุดท้ายหลังจากรวบรวมกรณีหัวเราะที่แตกต่างกันได้ทั้งหมดถึง 1,200 กรณี แกก็เอามาวิเคราะห์เปรียบเทียบแล้วก็สรุปผลได้ออกมาดังนี้
อันดับแรกเลย เป็นที่น่าแปลกใจพอสมควรว่า จริงๆ แล้ว โดยเฉลี่ย คนที่เป็นผู้พูดนั้น มักพูดเองขำเองมากกว่าคนที่เป็นคนฟังเสียอีก นอกจากนี้ เรื่องเพศยังคงมีผลต่อการหัวเราะเป็นอย่างยิ่ง ดร. โพรไวน์พบว่า ผู้หญิงนั้นขำเก่งกว่าผู้ชายมาก ในกรณีที่ผู้หญิงเป็นผู้พูดให้ผู้ชายฟัง ผู้พูดจะหัวเราะบ่อยกว่าผู้ฟังถึง 127% ในขณะที่ ถ้าผู้พูดเป็นผู้ชายแล้วผู้ฟังเป็นผู้หญิง ผู้ฟังจะหัวเราะมากกว่าอยู่ประมาณ 7 % สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้พูดหรือผู้ฟัง ผู้หญิงก็จะหัวเราะมากกว่า ในขณะเดียวกัน ผู้ฟังไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม เวลาฟังผู้หญิงพูด ก็จะหัวเราะน้อยกว่าเวลาฟังผู้ชายพูด (ถ้างงลองอ่านดูใหม่นะ) สถิตินี้ ช่วยอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยมี ดาวตลกที่เป็นผู้หญิงซักเท่าไหร่ ดูเหมือนว่า โดยธรรมชาติแล้ว ผู้ชายจะเป็นเพศที่ถูกออกแบบมาให้เป็นฝ่าย สร้างเสียงหัวเราะ ในขณะที่ผู้หญิงถูกออกแบบมาให้เป็นฝ่าย ถูกทำให้หัวเราะ ซะมากกว่า
เรื่องประหลาดอีกประการหนึ่งที่ ดร. โพรไวน์ค้นพบก็คือ ในบรรดากรณีหัวเราะทั้งหมดที่แกให้เด็กจดมา มีเพียงแค่ 10-20% เท่านั้น ที่เป็นการหัวเราะซึ่งเกิดจากการที่มีใครเล่าโจ๊ก ปล่อยมุก หรือจงใจพูดอะไรตลกๆ ออกมา ส่วนที่เหลืออีก 80-90% กลับเป็นเสียงหัวเราะซึ่งเกิดตามหลังประโยคจากบทสนทนาประจำวันทั่วๆ ไป อย่างเช่น อ้าวนั่นไอ้จอร์ชหนิ ยินดีที่รู้จักนะ อะจริงดิ? หรือ โอเค ไว้ค่อยเจอกัน อะไรทำนองบ้านๆ ฟลอร์ๆ เหล่านี้เป็นต้น.. นี่เป็นเครื่องที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีครับว่า สรุปแล้ว การหัวเราะไม่ใช่เรื่องของการตอบสนองต่อสิ่งตลกเพียงอย่างเดียว.. โอเค เวลาเราตลก เราหัวเราะ อันนั้นใช่ แต่บางครั้ง ไม่ได้มีเรื่องตลกอะไรมากมาย เราก็หัวเราะออกมาอยู่ดี เสียงหัวเราะเป็นเสมือนเสียงตามธรรมชาติของคน ที่เอาไว้ใช้สื่อสารเพื่อรักษาบรรยากาศเป็นกันเอง สบายๆ ภายในกลุ่มเอาไว้ ประเภทคุยๆ กันอยู่ก็ ฮิๆๆ ฮะๆๆ ออกมาเองโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
ในขณะเดียวกัน มันก็ยังมีอะไรซับซ้อนกว่านั้นอยู่อีกเยอะ ถ้าคุณลองคิดดูดีๆ เราใช้เสียงหัวเราะเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ ต่างๆ อีกมากมาย.. เราอาจ จงใจ หัวเราะออกมา อย่างไม่เป็นธรรมชาติ เพื่อแสดงความมีเลศนัยบางอย่าง ดังเช่นไอ้หนุ่มหื่นกามที่หัวเราะ หึๆๆ แล้วก็แลบลิ้นเลียมุมปากแผลบๆ หรืออย่างตัวร้ายในหนังที่ต้องระเบิดหัวเราะ วะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่า ออกมาหลังจากได้ประกาศแผนชั่วของตนต่อชาวโลก.. บางครั้งเราก็หัวเราะเพื่อประชดคนอื่น ประชดชีวิต หัวเราะทั้งน้ำตาในความบัดซบของโชคชะตา.. หัวเราะตามมารยาท หัวเราะแบบดูหมิ่น เย้ยหยัน หัวเราะเยาะคนที่ด้อยกว่า.. กระทั่งหัวเราะ แหะๆๆ เพื่อแก้เขินหลังจากถูกจับได้ว่าทำความผิด หรือกระทั่ง หัวเราะเฟคๆ กับมุกฝืดๆ ของเจ้านาย หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สอพลอ
การหัวเราะแบบหลังๆ ที่ว่ามานี้ ดูเหมือนจะเป็นอะไรซึ่งเราเพิ่งมาเรียนรู้เอาทีหลัง และค่อนข้างแตกต่างจากการหัวเราะแบบที่เป็นธรรมชาติจริงๆ อย่างชัดเจน จะว่าไป ถ้าเราเอาคนที่กำลังหัวเราะอยู่ ไปเข้าเครื่องแสกนสมอง เราก็จะเห็นเลยว่า การหัวเราะทั้ง 2 แบบนี้มันใช้สมองคนละส่วนกัน..
พูดถึงเรื่องสมอง ผมไปอ่านเจอเรื่องเล่าอยู่เรื่องนึงครับ เค้าบอกว่า มีคนไข้ผู้หญิงอยู่คนนึง เธอเข้ารับการผ่าตัดสมองโดยไม่วางยาสลบ (เคยกล่าวถึงเรื่องการผ่าตัดแบบนี้ไปแล้วในโลกจิตตอนที่ 1) ก่อนผ่าหมอก็จะเอาเข็มกระตุ้นไฟฟ้าจี้ตามส่วนต่างๆ ของผิวสมองไปเรื่อย จะได้รู้ว่าส่วนไหนสำคัญไม่สำคัญยังไง สมมุติถ้าจี้ส่วนนี้แล้วทำให้พูดติดอ่าง ก็จะได้รู้ว่า อ้อ ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับภาษานะ เวลาผ่าอย่าไปเผลอตัดออกเข้าล่ะ อะไรทำนองนั้น.. ทีนี้ปรากฏว่าระหว่างที่หมอจี้ไปจี้มาอยู่นั้นเอง อยู่ดีๆ คนไข้เธอก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น.. หมอทั้งตกใจทั้งงงมากว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะสถานการณ์ตอนนั้น มันไม่มีอะไรที่น่าตลกเลยแม้แต่น้อย จะว่าไป ใครมันจะบ้าขำได้ระหว่างกำลังผ่าตัดสมองอยู่ฟะ.. หมอพยายามสงบสติอารมณ์แล้วลองถามคนไข้ดูว่า เอ่อ.. มีอะไรตลกเหรอครับคุณ? เธอก็ตอบบอกว่า ก็พวกหมอนั่นแหละตลก ดูสิ ยืนเฉยๆ กันทุกคนเลย ตลกสุดๆ อืมมม.... คุณหมอคิดในใจ.. เอ หรือว่าเราไปจี้โดนต่อมหัวเราะของเธอเข้า.. สักพักพอคนไข้หยุดขำไป แกก็เลยทดลองดูใหม่ เอาไฟฟ้าไปจี้จุดเดิมอีก คราวนี้คนไข้ก็หัวเราะเสียงดังออกมาอีก เป็นเสียงหัวเราะที่เร้าใจมาก จนหมอที่ผ่าอยู่เล่าว่า เขาเองก็ทนไม่ไหว ถึงกับต้องหัวเราะตามไปด้วย.. จากนั้นหมอแกคงเริ่มสนุกใหญ่ รีบวิ่งไปเอารูปต่างๆ มาให้คนไข้ดู เช่น สมมุติเป็นดูรูปม้าตัวหนึ่งยืนเฉยๆ ดูตอนแรกก็ไม่มีอะไร แต่พอจี้สมองปุ๊บ ขำทันที.. 555 โอ้ยไม่ไหวแล้วๆ ม้าตัวนี้จี้สุดๆ 555 จี้กันไปจี้กันมาสุดท้ายไม่รู้ได้ผ่าจนเสร็จรึเปล่า คงเป็นการผ่าตัดสมองที่ครื้นเครงดีพิลึก
สมองคนเราส่วนที่คอยประเมินว่าอะไรตลกอะไรไม่ตลก กับส่วนที่เป็นตัวกระตุ้นให้หัวเราะออกมานี่ มันอยู่แยกกันนะครับ คนไข้บางรายน่าสงสารมาก คือเป็นโรคเกิดไฟช็อตในส่วนหลังอยู่ตลอดเวลา ทำให้อยู่ดีๆ ก็หัวเราะออกมาเองทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรตลก บางทีคุยๆ กับเพื่อนอยู่ เพื่อนแค่บอก เอ้อ วันนี้อากาศดีนะ ก็จะลงไปนอนขำกลิ้งก๊ากๆ อย่างไม่สามารถควบคุมได้ หรือไม่บางทีไปงานศพชาวบ้านแล้วหลุดหัวเราะออกมา ผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับที่พ่อคุณตาย 5555555555555 น่าสงสารมากครับ..น่าสงสารมาก
โรคที่เกี่ยวกับการหัวเราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียชีวิตเพราะ หัวเราะแล้วหยุดไม่ได้ จนกระทั่งในที่สุดขาดอากาศหายใจตาย หรือหัวใจวายตาย.. อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถควบคุมการหัวเราะให้อยู่ในระดับที่ถูกสุขลักษณะได้ ไอ้ที่เค้าบอกว่า หัวเราะวันละนิด ชีวิตจะยืนยาว นั่น มันก็อาจจะเป็นจริงได้ครับ
งานวิจัยจากหลายสถาบันโชว์ให้เห็นประโยชน์ของการหัวเราะว่า 1.ทำให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นขึ้น โลหิตไหลเวียนดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคความดันสูง 2. ช่วยลดระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น 3. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน 4. ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารระงับความเจ็บปวด(endorphin) เหมาะสำหรับคนไข้ที่เป็นโรคปวดหลังปวดนู่นปวดนี่ การดูหนังตลกจะช่วยทำให้ลืมเจ็บลืมปวดได้
ก็ไม่รู้ละนะครับว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่เรื่องการใช้ หัวเราะ เป็น ยาบำรุง นี่ ทุกวันนี้กำลังมาแรงครับ หลายๆ ประเทศได้มีการตั้งชมรมหัวเราะขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว อินเดียนี่ถือเป็นต้นกำเนิดเลย พวกเขาเรียกศาสตร์นี้ว่า laughter yoga หรือ โยคะหัวเราะ ทุกๆ เช้า สมาชิกกลุ่มเป็นร้อยคนจะมารวมตัวกันตามสวนสาธารณะ แล้วก็หัวเราะพร้อมๆ กัน.. หัวเราะอย่างเดียวไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นเลย เป็นเวลาประมาณครึ่ง ชม. แล้วจากนั้นค่อยแยกย้ายกันไปทำงานด้วยจิตใจเบิกบาน.. ผมนั่งดูคลิปวิดิโอจากเว็บไซต์ของกลุ่มนี้ด้วยความอเมซซิ่งยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่ คุณลองนึกภาพดูสิครับ แขกอินเดียนับร้อย ค่อยๆ ล้อมวงเบียดชิดกันเข้ามา โดยมีคนนำคนนึงอยู่ตรงกลาง คอยให้สัญญาณเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดียว่า เรดี๋...เซ็ต....โก! สิ้นเสียง ทุกๆ คนก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาแล้วก็หัวเราะใส่กันแบบฮาแตกเอาเป็นเอาตาย ทั้งคุณลุงหน้าโจรโพกหัวไว้หนวดไว้เครา ทั้งคุณป้าอ้วนพีเอวลอยในชุดส่าหรีสีสดใส ทุกคนต่างเต็มที่กับมันหมด ถึงแม้ว่าในตอนแรกๆ อาจจะดูเฟคๆ ไปนิด เพราะคนเราไม่ได้มีเรื่องตลก อยู่ดีๆ จะให้มาขำมันก็กะไรๆ อยู่ แต่พอทำไปทำมาทุกคนก็จะเริ่มอินขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็กลายเป็นขำจริงๆ จนหยุดไม่ได้ไปในที่สุด ขนาดผมเองนั่งดูอยู่คนเดียวกลางดึก ยังฮาจนทนไม่ไหว ต้องหัวเราะดังๆ ออกมาตามไปด้วย.. คุณหมอที่เป็นคนริเริ่มเรื่องนี้แกชื่อ ดร. Madan Kataria แนวทางของแกได้รับความนิยมมากจนเดี๋ยวนี้ มีการเปิดสาขาชมรมโยคะหัวเราะไปทั่วโลก รวมทั้งหมดกว่า 5,000 แห่ง.. ในคลิปวิดิโอที่ผมดู ตอนหลังคุณหมอแกพาไปดูกิจกรรมที่ทำร่วมกับนักโทษในคุก ซึ่งอันนั้นก็เป็นภาพที่น่าประทับใจมากอีกอันหนึ่ง.. เหล่าบรรดานักโทษคดี ปล้น ฆ่า ข่มขืน ถูกจับมานั่งเรียงกันเป็นแถว แล้วก็ เรดี๋...เซ็ต....โก! จากนั้นทุกคนก็หัวเราะกันจนตัวโก่งขี้เล็ดน้ำตาร่วง เป็นวิธีปลดปล่อยความเครียดที่สะสมมาจากสภาพชีวิตในเรือนจำได้เป็นอย่างดี และไม่ใช่แค่ตัวนักโทษเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ ตัวผู้คุมเองก็ได้ถือโอกาสคลายเครียดไปด้วยเช่นเดียวกัน.. ผู้บรรยายในวิดิโอยังกล่าวให้คอมเม้นไว้บอกว่า จริงๆ แล้ว เสียงหัวเราะนี่แหละ คือเสียงที่แท้จริงของประชาธิปไตยและความเสมอภาค.. เพราะในเวลาที่เรามัวแต่หัวเราะกันอยู่ เรามักจะเผลอลืมเรื่องความไม่ลงรอยและความเหลื่อมล้ำต่างๆทางสังคม ไปโดยอัตโนมัติ..
...แหม ฟังแล้วก็แอบลุ้นนะครับ ว่าเมื่อไหร่เค้าจะมาเปิดสาขาที่บ้านเราบ้าง.. จะได้ช่วยกันจับพวกที่ทะเลาะกันอยู่ ส่งไปเป็นสมาชิกให้หมด..
-----------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ
- * คลิปวิดิโอโยคะหัวเราะ หาดูได้ที่ลิงค์นี้ http://www.laughteryoga.org/media/john-cleese.html หรือเสิร์ช google ใช้คำว่า laughter yoga