Counter 123,465
Blogroll: Cheap graco accessories travel systems | Buy graco living room playards | Buy graco bedroom playards | Low price graco travel product | Discount graco entertainment playards | Discount graco twins bassinets
Yeebud's diary - โลกนี้มันช่างยีสต์











นมดำ กรำงาน 3 : ตอน อวสานนมแดง

post date : 24/09/2005 19:09:18

*เพื่อเพิ่มพื้นที่ได้มีการลบรูปเก่าๆ ออกไปยูนนึง*

โอเค ตอนที่แล้ว ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น สงสัยเพราะอ่าน 8 เทพอสูรมังกรฟ้ามากไป เขียนๆ อยู่ดีๆ เลยเตลิดออกนอกลู่ซะงั้น เอาเป็นว่า เดี๋ยวคราวนี้ จะตั้งใจเล่าดีๆ ไม่พิรี้พิไรแล้ว จะได้ถ่ายทอดเรื่องค่ายสุนามินี่ให้จบสมบูรณ์ซักกะที


ผู้คนและกฏเกณฑ์


10 วัน ที่พวกเราอยู่กันที่แหลมป้อม มีจุดประสงค์หลักเพื่อ ช่วยกันสร้างอาคารอเนกประสงค์ขึ้นมาหลังหนึ่ง ให้มีหน้าที่คล้ายกับเป็น ศาลากลาง ซึ่งชาวบ้าน สามารถมารวมตัวประชุมทำกิจกรรมต่างๆ กันได้ นอกจากนั้นแล้ว หากสามารถช่วยเหลือพัฒนาชุมชนในแง่อื่นๆ ได้ ก็ช่วยๆ กันไป ตามแต่กำลังและเวลาที่มีจำกัด


เพื่อให้มีการทำงานที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งปลอดภัย กรรมการค่ายจึงได้ จัดแบ่งพวกเราออกเป็นกลุ่มๆ รวมทั้งหมด 5 กลุ่ม กลุ่มละ 10 กว่าคน เวลานอน ให้นอนบ้านหลังเดียวกัน เวลาทำงานก็ทำร่วมกัน โดยแต่ละกลุ่มจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เข้างานที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผม เป็นกลุ่มของบ้านเบอร์ 2 ใน 2 วันแรกให้ทำงานก่อสร้างก่อน จากนั้นวนไปทำงานเกษตร ขุดแปลง ปลูกผักสวนครัว วันถัดไป ค่อยเป็นฝ่ายปรับปรุงสถานที่ เดินเก็บขยะ ซ่อมทางซ่อมหลังคาไปเรื่อย จากนั้นสุดท้าย ค่อยทำในส่วนของสวัสดิการ ตื่นเช้า จ่ายตลาด ปรุงอาหาร ล้างจาน คอยเอาน้ำเอาขนมเดินส่งให้พวกที่ทำอย่างอื่นได้ดื่มกินระหว่างกรำงาน พอเสร็จครบ ก็ค่อยวนไปทำก่อสร้างใหม่ เป็นอย่างงี้เรื่อยไป ส่วนกลุ่มอื่นๆ ก็จะวนในลักษณะเดียวกัน แต่ลำดับงานก่อนหลัง ก็จะแตกต่างกันออกไป สรุปแล้วในแต่ละวัน จะมีกลุ่มที่ทำก่อสร้าง 2 กลุ่ม เกษตร 1 กลุ่ม สถานที่ 1 กลุ่ม กับ สวัสดิการอีก 1 กลุ่ม ทุกกลุ่มเริ่มงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น มีพักเที่ยงให้ 1 ชม. หลังเลิกงานแล้ว ใครใคร่จะทำ OT ต่อ ก็แล้วแต่ศรัทธา


นอกจากมีการแบ่งงานอย่างเคร่งครัดแล้ว กฏข้อบังคับอื่นๆ ของค่ายนี้ ก็ค่อนข้างจะเคร่งครัดเช่นกัน บางเรื่องที่ต้องเคร่งครัด เพราะมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางธรรมชาติ อย่างเช่น ทะเลอันดามันเดือนกรกฏา ยังคงอยู่ในฤดูมรสุม ดังนั้นห้ามไม่ให้ชาวค่ายลงเล่นน้ำ จะว่าไป ขนาดในวันที่อากาศดี คลื่นที่พัดเข้าฝั่งก็สูงประมาณสองเมตรสามเมตรอยู่แล้ว ยิ่งตอนฝนตกพายุเข้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นสมาชิกทุกคนล้วนสมัครใจ ปฏิบัติตามกฏข้อนี้กันเป็นอย่างดี


น้ำทะเลถึงแม้จะท่วมท้น แต่น้ำจืด ยามนั้นกลับขาดแคลน ช่วงเวลาและสถานที่ซึ่งสามารถใช้อาบน้ำได้ย่อมมีจำกัด ดังนั้น เกิดกฏการอาบน้ำเป็นกะขึ้นตามมา กลุ่มก่อสร้าง อาบก่อนตั้งแต่ 4 โมง ถึง 4 โมงครึ่ง กลุ่มเกษตรอาบถัดมา รอบ 4 โมงครึ่ง ถึง 5 โมง เช่นนี้เป็นต้น นอกจากนี้ เหล่าหญิงสาว ซึ่งไม่ต้องการโชว์นมยานในที่สาธารณะ ให้อาบในห้องน้ำซึ่งจัดสร้างไว้ชั่วคราว และเนื่องจาก ทั้งหมดมีอยู่เพียงประมาณหกเจ็ดห้อง ดังนั้นผู้ชาย กำหนดให้เสียสละอาบกลางแจ้ง ท้าลมท้าฝน บริเวณแท็งค์น้ำข้างโรงอาหาร


เรื่องการอาบน้ำนี้ กล่าวไป อุบาทว์ใจยิ่ง ตัวผมเอง วันแรกๆ ค่อนข้างเอียงอายที่จะอาบกลางแจ้ง อาจเป็นเพราะไม่คุ้นเคยกับการถูไข่ในที่สาธารณะมาก่อน โดยเฉพาะร่องตูดนี้ วันแรกๆ ถึงกับละเลยไม่กล้าล้วงมือลงไปถูสบู่ ได้แต่เพียงรดน้ำผ่านๆ แล้วอาศัยกระโดดๆ หยองๆ วิ่งเจาะแจะๆ อยู่กับที่ พอให้เกิดการเสียดสีกัน.. อย่างไรก็ตาม วันหลังๆ ยางอายเริ่มละลาย ผนวกกับทนความหมักหมมของขี้ไครบริเวณร่มผ้าไม่ไหว จึงล้วงมือสอดถกถูตามร่องตูดและร่องไข่อย่างเต็มที่ คราวนี้ถึงแม้มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา ก็ไม่สนใจแล้ว สาวๆ บางคนกำลังเดินไปรับประทานข้าวเย็นที่โรงอาหาร พอผ่านตรงที่พวกเราอยู่ เห็นภาพชายฉกรรจ์กึ่งเปลือยเจ็ดแปดคน กำลังขมักเขม้นอยู่กับการล้วงล้างร่องไข่ร่องตูด เป็นต้องเผลอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมา คาดว่าคงมีส่วนช่วยให้พวกเธอเจริญอาหาร ยิ่งช่วงหลังๆ พวกผู้หญิงหื่นกามทั้งหลายรวมทั้งภาดา ชวนกันก่อตั้งเป็นแก๊งค์ถ้ำมองขึ้นมา อาศัยรูระบายอากาศของห้องคอม สอดกล้องออกมาแอบถ่ายเรือนร่างอันกำยำของพวกเราขณะอาบน้ำ ถ่ายไป หัวเราะคิกคักกันไป คงได้รับความสนุกสนานวาบหวามใจไปตามๆ กัน



กฏข้อต่อๆ มา ตั้งขึ้นเพื่อรักษาระเบียบวินัยและภาพพจน์ของนักศึกษาจากสถาบันอันทรงเกียรติ อันดับแรก การมาค่ายคราวนี้ ห้ามเสพเครื่องดื่มมืนเมาเป็นอันขาด- no alcohol whatsoever- ยกเว้นคืนเดียวเท่านั้น คือคืนสุดท้ายหลังจากงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยถือเป็นเป็นห้วงยาม ที่เหมาะสมแก่การดื่มฉลองกัน

อันดับถัดมา เป็นกฏที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือ -no sexual intercourse whatsoever- ห้ามมีเพศสัมพันธ์โดยเด็ดขาด ข้อนี้แม้คืนวันสุดท้ายก่อนกลับ ก็ยังไม่ได้รับการยกเว้น ตอนแรก ไอ้สิงห์ออกมาประกาศบอกว่า “โน เซ็กส์เชอรั่ล อินเตอร์คอร์ส” ภายหลังจึงค่อยๆ เรียกให้สั้นลง กลายเป็น “No SI” ซึ่ง “SI” ในที่นี้ ก็ได้รับการบัญญัตินิยามใหม่ ไม่ได้นับแค่การเอากันอย่างแจ่มแจ้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การกระทำใดๆ ก็ตาม ที่เข้าข่ายล่อแหลม ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่า นาย A ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน พอตกเย็น มานั่งให้นางสาว B นวดเฟ้นอย่างเร่าร้อน ก็จะถือว่าเป็น SI เช่นกัน หากหัวหน้าค่ายมาพบเห็นเข้า ก็จะรีบ เป่านกหวีด ปรี๊ดดด.. SI.. ฟาวล์..  ทั้งสองฝ่ายที่ละเมิดกฏก็จะต้องถูกลงทัณฑ์ ให้ไปเก็บรวบรวมทิชชู่ที่เช็ดขี้แล้วในส้วมไปทิ้งถังขยะ ภายหลังต่อมา นอกจากห้าม SI แล้ว ยังมีการขยายเพิ่มเติมกฏห้าม SSI (same sexual intercourse) เข้าไปด้วยอีกข้อหนึ่ง เพื่อป้องกันการกระทำอันล่อแหลมระหว่างเพศเดียวกัน  


ปรี๊ดดด....SSI  



กฏกลุ่มสุดท้าย เป็นกฏเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย สืบเนื่องมากจาก คลื่นร้ายแม้พัดผ่านไปแล้ว แต่คนร้ายไม่แน่ว่ายังคงวนเวียนอยู่ ดังนั้น ให้จัดระบบ partner ไปไหนมาไหนให้ไปด้วยกันตลอด ไม่ทอดทิ้งกัน นอกจากนี้ ยังมีระบบเวรยามอาสาสมัคร ผัดเปลี่ยนกะกันเดินตรวจตรา คอยสอดส่องรักษาความสงบตลอดทั้งคืน ทุกคืน

หัวหน้าค่ายบอกว่า สาเหตุที่ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ ก็เพราะ ทางบริษัทนายทุนที่มีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับชุมชนแหลมป้อม ไม่แน่ว่า อาจสอดมือเข้าขัดขวางกลุ่มคนที่เข้ามาช่วยชาวบ้านปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง ที่ผ่านมาก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว นักข่าวที่เข้ามาทำข่าว ยังตกเป็นเหยื่ออิทธิพลมืดของพวกมัน แม้ช่วงนี้ สถานการณ์จะผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็ยังไม่อาจไว้วางใจ นอกจากเรื่องนายทุนแทรกแซง ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนเพิ่มอีก 1 อย่าง นั่นก็คือ ในวันที่สามหรือสี่ของค่ายจำได้ไม่แน่ชัด จะมีกลุ่มนักเรียนจากอีกสถาบันหนึ่ง รุดมาสมทบกับพวกเราในการช่วยงานชาวบ้าน กลุ่มนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมาดีหรือมาร้าย แต่อย่างน้อยได้ยินชื่อ ก็ต้องหนาวไว้ก่อน พวกเขาคือ กลุ่มนักเรียนชายจากโรงเรียนกาญจนา ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือเป็น รร. ดัดสันดาน สำหรับ เยาวชนที่ทำผิดกฏหมาย บ้างข่มขืนทำร้ายร่างกาย บ้างปล้นชิงทรัพย์ บ้างเป็นถึงระดับฆาตรกร

“เรายังไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นยังไง” สิงห์กล่าวต่อที่ประชุมชาวค่าย “เขาอาจจะดีก็ได้ เราก็ยังไม่อยากด่วนตัดสิน แต่ถึงยังไงไม่อยากให้ประมาท อยากจะให้ระวังตัวเองกันเอาไว้ก่อน ผู้หญิงก็ช่วยกันแต่งตัวให้มิดชิดหน่อย แล้วก็ถ้าใครไปเจอปัญหาอะไรก็แล้วแต่ อย่างเค้ามาล่วงเกิน หรือมาแซว เล็กๆ น้อยๆ ก็ขอให้รีบมาบอก ไม่อยากให้ทนเก็บไว้ ไม่สบายใจอยู่คนเดียว ทางเราพอรับทราบแล้วก็จะส่งตัวแทนไปเจรจากับทางผู้คุมฝ่ายนู้น ด้วยความเคารพ ให้เขาช่วยปรามๆ เด็กเขาดีๆ จะไม่มีการใช้มาตรการรุนแรง อย่างไร้เหตุผลโดยเด็ดขาด.. แต่ก็นะ เราก็แค่พูดกันไว้ก่อน.. คิดว่าถึงเวลาจริงๆ คงไม่มีอะไรหรอก.. ก็ขอให้ทุกคนสบายใจ ไม่ต้องวิตกคิดมากจนเกิดไป..”

โดยส่วนตัวผม ไม่อยากด่วนตัดสินเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อได้ เจอะเจอเหตุการณ์ในเช้าวันหนึ่ง ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นว่าตัวเองคิดไม่ผิด

เช้านั้น ผมนั่งขี้อยู่ในส้วมห้องหนึ่ง มองลอดริมประตูที่ปิดไม่สนิทออกไป เห็นคนหนุ่มใส่เสื้อสีส้มสะท้อนแสงสองสามคนยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ เป็นพวกเด็กกาญจนา
“เฮ้ย มึงขี้เสร็จยังวะ” หนึ่งในนั้นตะโกนถามเพื่อนซึ่งกำลังขี้อยู่ห้องถัดไปจากผม
“เออ เสร็จแล้วเว่ย แต่แม่งน้ำหมดว่ะ” คนในส้วมตะโกนตอบ
“อ่าว เชี่ย แล้วมึงล้างตูดยังเนี่ย”
“ยังว่ะ แต่กูใช้ทิชชู่เช็ดสะอาดแล้ว เหลือแต่ราดส้วมเนี่ย”
“อ่าว สาดด งั้นมึงก็ไม่ต้องราดก็แล้วกัน”
“เฮ้ย ไม่ได้เว่ย..”
“ทำไมวะ”
“ก็มัน.. มัน.. มันไม่สุภาพ..”

ว่าแล้ว ชายที่เพิ่งขี้เสร็จนั้น ก็ค่อยๆ แง้มประตูออกมาจากห้อง ในมือถือขันเปล่าสีชมพูใบหนึ่ง ค่อยๆ เดินสำรวจทีละห้องๆ ว่าห้องไหนยังพอมีน้ำหลงเหลืออยู่บ้าง สุดท้ายไปได้เอาห้องที่อยู่ไกลสุด ก็ค่อยๆ ลำเลียงตักน้ำจากห้องนั้น กลับมาราดส้วมห้องตัวเอง ทีละขันๆ เดินไปเดินมาอยู่สี่ห้ารอบ จึงค่อยราดกลบได้สำเร็จแล้วจากไป

ขณะนั้น ผมนั่งปฏิบัติภาระกิจของตัวเองอยู่ ก็รับรู้ถึงการกระทำของคนผู้นี้โดยตลอด ในใจฉุกคิดถึงสุภาษิต ..ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี.. ดังนั้นนักโทษน้อยคนนี้ ไม่ว่าจะเคยกระทำผิดอะไรมาก็ตาม ตอนนี้กลับรู้จักกริ่งเกรงใจผู้คน สมควรแก่การได้รับยกย่องให้เป็นผู้ดีของสังคมแล้ว.. เมื่อคิดได้ดังนั้น พอขี้เสร็จ ก็ทั้งโล่งสบายตูด และโล่งสบายใจ.. คาดว่าการทำงานร่วมกับเด็กกาญจนา นับแต่นี้ คงจะมีแต่ราบรื่น ไม่น่าเกิดปัญหาใดๆ เหมือนอย่างที่เคยวิตกกัน

แล้วก็จริงดังที่คาด.. มีอยู่วันหนึ่ง ฝนเทลงมาประดุจฟ้ารั่ว น้ำท่วมไหลหลากเข้าสู่บริเวณโรงอาหาร จนไม่สามารถสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก ขณะนั้น ใครสักคนหนึ่ง บังเกิดความคิด แนะว่าให้สั่งทรายมาถม ยกพื้นที่ทั้งบริเวณให้สูงขึ้น จากนั้นขุดทำแนวระบายน้ำให้ชัดเจน น้ำจะได้ไม่ท่วมขัง หัวหน้าค่ายเห็นด้วยกับความคิดนี้ ก็รีบออกคำสั่งไปทันที เพียงชั่วอึดใจหมูป่า รถบรรทุกทรายก็มาถึง พร้อมกับเททรายทั้งกองลงบริเวณหน้าโรงอาหาร เกิดเป็นภูเขาทรายขนาดสูง 2 เมตรขึ้นกองหนึ่ง ในตอนแรกทุกคนได้แต่ยืนตะลึงดู ไม่ทราบทำอย่างไรกับมันดี ภายหลังเริ่มมีคนฉวยจอบคว้าคราดเข้าไปเกลี่ยทราย หลายๆ คนจึงค่อยๆ เริ่มทยอยช่วยกันลงมือตาม.. จะอย่างไรก็แล้วแต่ ทรายกองขนาดยักษ์เช่นนี้ ใช่ว่าจะสามารถเกลี่ยให้เรียบได้โดยง่ายด้วยกำลังคนไม่กี่คน อีกทั้งจอบเสียมก็มีอยู่อย่างจำกัด สักพักก็สถานการณ์ก็เริ่มตกอยู่ในสภาพคนล้นงาน ตัวผมเอง ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่เข้าไปช่วยเกลี่ย พอทำไปได้สักพัก เริ่มเข็ดเอว ก็ผลัดเปลี่ยนให้กับคนอื่น ขอตัวออกมานั่งพักชั่วครู่ชั่วยาม สักประเดี๋ยวค่อยกลับเข้าไปใหม่ มิคาด พอนั่งพักสักครู่ หันกลับไปมองอีกที กลับเห็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่งภาพหนึ่ง

ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ปรากฏร่างของ เต้ BE เจ้าของฉายา ดีเจ Bad Economist ยืนเด่นนมดำอยู่บนยอดภูเขาทราย ในมือถือจอบคอยโกยทรายใส่ปุ้งกี๋ พอเต็ม ก็จะมีคนมายกขึ้นรับส่งต่อไปเป็นทอดๆ ปรากฏว่า เป็นเด็กกาญจนาราวห้าหกคน ยืนเรียงต่อกันในลักษณะตั้งแถวเป็น assembly line เมื่อส่งปุ้งกี๋ถึงคนสุดท้าย ก็ค่อยถมเทลงบนพื้นในบริเวณที่อยู่ห่างไกลออกไป.. กวาดสายตามองไปข้างๆ อีกเล็กน้อย ปรากฏพวกคนที่คราคร่ำกับการใช้จอบใช้คราดไถเกลี่ยทรายให้เรียบอีกสิบกว่าคน ก็ยังคงกรำงานกันอยู่อย่างขมักเขม้นทั้งหญิงชาย มาตรว่าเพียงแค่นั้นก็นับเป็นภาพที่ประทับใจมากแล้ว แต่ ณ บัดนั้น กองกำลังกอบกู้อุทกภัยเฉพาะกิจนี้ กลับมิได้ประกอบด้วยพวกเราชาวค่ายเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป ยังคงมีพวกเด็กกาญจนา ชาวบ้าน และชาวต่างชาติอีกจำนวนหนึ่ง เข้ามาช่วยด้วยอีกแรง ยามนั้น ทุกคนต่างพากันละทิ้งความแตกต่าง ต่อให้พื้นเพเป็นคนนมดำหรือนมแดง ย่อมไม่สำคัญอีกต่อไป ทั้งหมดรวมพลังประสานน้ำใจเป็นหนึ่งเดียว ทำงานไปก็ส่งเสียง โอส โอส อื้ออึงกันไป ไม่แบ่งแยกภาษา ตัวผมเอง อดตื้นตันใจไม่ได้ ก็รีบรุดกลับเข้าไปร่วมวงด้วย เพียงผ่านไป 1 ชั่วยาม กองภูเขาทรายขนาดใหญ่ก็ทลายหายไปสิ้น.. ในที่สุด พื้นที่บริเวณนั้น ก็ถูกชาวเราปรับสภาพเสียจนราบเรียบ มาตรว่า ..น้ำฝนไม่อาจท่วมถึงได้อีกต่อไป..  .แต่น้ำใจคนยังคงท่วมท้น..

..เป็นพื้นที่งดงามที่สุดพื้นหนึ่ง เท่าที่ผมได้เคยพบเห็นมาในชีวิต



การกรำงานหมู่ท่ามกลางสายฝน (รูปบน)แผ่นหลังของ เต้ หรือ DJ Bad Economist และเด็กกาญจนาอีก 3 คน ทางซ้าย ทำงานร่วมกันด้วยสามัคคี  






ธงไตรรงค์ปลิวสไว



แม้แต่ชาวต่างชาติก็มาร่วมกรำ



แก้ปัญหาน้ำท่วม ด้วยน้ำใจ




นมดำ กรำงาน

แน่นอน คำว่า ”นมดำ กรำงาน” ไม่ใช่คำที่อยู่ดีๆ คนทั่วไปเค้าจะพูดกัน

ทว่าไปๆ มาๆ คำสองคำนี้ กลับกลายเป็นคำขวัญค่ายไปได้อย่างไร

..เรื่องนี้ย่อมมีที่มา..





ในการประชุมรอบกอง(หลอด)ไฟ คืนแรก พวกเราถูกบีบบังคับให้ตั้งชื่อกลุ่มขึ้น ผมซึ่งอยู่ในกลุ่มบ้านเบอร์สอง ยามกะทันหัน คิดอะไรไม่ออก เลยเสนอออกไปเล่นๆ ว่าให้ชื่อ กลุ่ม นมดำ ก็แล้วกัน ที่ไหนได้ ปรากฏว่าสมาชิกกลุ่มทั้งหญิงชาย ต่างไม่มีใครคัดค้าน ในที่สุดก็เลยได้ชื่อเป็น กลุ่มนมดำ ไปจริงๆ ไม่แน่ว่า ที่ทุกคนไม่ปฏิเสธอาจเป็นเพราะ ต่างคนอาจมีนมสีดำจริงๆ ไม่ต้องการหลอกลวงประชาชน ก็เลยได้แต่ยอมรับ

จะอย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น ผู้คนเริ่มมองหน้าผมด้วยความสงสัย บ้างซักถามว่า ทำไมต้องเป็น นมดำ เป็นตูดดำ หรือ นมแดง อะไรแบบนั้นบ้างไม่ได้หรือ

ทางด้านผม ตอนแรกคิดขึ้นมางี่เง่าๆ สุดท้ายโดนซักถามมากๆ เข้า เริ่มรู้สึกเกิดความรับผิดชอบ ว่าต้องค้นหาเหตุผลมาอธิบาย พอวันรุ่งขึ้นก็เลยไปเขียนไว้ที่บอร์ดค่าย (แผ่นกระดาษแผ่นนึง ซึ่งให้ทุกคนไปเขียนแสดงความคิดเห็นไว้ ว่าค่ายนี้จะประสบความสำเร็จได้ด้วยอะไรบ้าง) เป็นตัวบรรจง ตัวใหญ่ๆ ว่า “นมดำ กรำงาน”

ความหมายก็คือตั้งใจจะให้หมายความว่า มาค่ายนี้ ให้ทิ้งความสบาย ความรักสวยรักงามไว้ที่บ้าน ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ขอให้กรำงานให้มากที่สุด โดยไม่ต้องคำนึงถึง ว่าจะต้องลำบากตากแดดจนนมดำ จะว่าไป ยิ่งนมดำยิ่งถือเป็นสิ่งดี เพราะแสดงให้เห็นว่า เราเสียสละยอมลำบากเพื่อผู้อื่น โดยไม่เอาตนเป็นที่ตั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ สีของนมที่ดำ ย่อมมิใช่เรื่องที่น่าอับอาย แต่กลับเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้กรำงาน

..มิคาดว่า ความหมายที่กำหนดขึ้นนี้ กลับได้รับการยอมรับจากผู้คนอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งกลายเป็นคำพูดติดปากของชาวค่ายไป ตอนหลัง ไม่ว่าหญิงชายพอเจอหน้ากันก็
“อ้าว พี่เป็นไงบ้างคะ ดูดิวันนี้หนูกรำงานจนนมดำเลยเนี่ย”
“โอส พี่แทน เดี๋ยวไปนมดำกรำงานกันต่อนะ”
“โอว งานวันนี้มันช่างกรำจริงๆ นมดำสุดๆ..แม่ง กรำโคตร”

และนั่นก็คือที่มาของตำนาน นมดำกรำงาน

ในบรรดางานที่กรำอยู่ 10 วัน เรียกได้ว่ามีหลายอย่างที่ผมไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต

อย่างวันแรก พอลงจากรถ กินข้าวเสร็จ ก็เริ่มต้นกรำด้วยการเลื่อยไม้กันเลย โดยภารกิจ ก็คือ ต้องเลื่อยไม้ท่อนสี่เหลี่ยม ซึ่งเดิมยาวประมาณ 3 เมตร ให้แยกออกเป็นท่อนสั้นๆ ท่อนละ 1 เมตร จากนั้นเอาแต่ละท่อนไปเหลาด้วยขวาน ให้เกิดเป็นปลายแหลมข้างหนึ่ง เพื่อที่จะเอาไปทำเป็นหมุดสำหรับปักล้อม ผมตอนแรกพอได้ลองมือ ก็สนุกสนาน เลื่อยเอี๊ยดอู๊ด เอี๊ยดอู๊ด รวดเร็ว เดี๋ยวเดียวก็ได้ไม้หลุดออกมาเป็นท่อนๆ.. จะอย่างไรทำไปได้ซัก ชม. นึง ไอ้ที่เคย  เอี๊ยดอู๊ด.. เอี๊ยดอู๊ด..กลับกลายเป็น แอดด...................อาดด................แอดดด..................อาดด ยิ่งตอนใช้ขวานเหลานี่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต้องอาศัยเกร็งกำลังข้อมืออย่างร้ายกาจ กว่าจะเหลาได้เสร็จซัก 1 ดุ้น ..พอหมดวัน ข้อมงข้อมือ ต้นขงต้นแขนงี้ ถึงกับปวดกรำไปหมด ตอนอาบน้ำ ไม่มีแรงแม้แต่จะถูสบู่.. จะอย่างไรก็ตาม ข้อดีของการกรำงานก็คือ มันจะทำให้คุณกินข้าวได้อย่างเอร็ดอร่อยมาก เติมแล้วเติมอีก อีกทั้งเวลานอนก็หลับสนิทอย่างง่ายดาย พอหัวถึงพื้นปุ๊บ (ไม่มีหมอน) ก็มุ่งสู่ดินแดนสุขาวดี อย่างรวดเร็ว



















วันถัดๆ มาผมได้ลิ้มลองรสชาติการกรำงานอีกหลายๆ ประเภท ตั้งแต่ ยกอิฐ ยกไม้ ขนดิน ขนหิน ขนทราย ขุดดิน ตัดเหล็ก ดัดเหล็ก มัดเหล็ก ตอกเสา ตอกตะปู ปลูกต้นไม้ ถางหญ้า เทพื้น ฉาบปูน  รื้อนั่งร้าน.. และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่ว่าจะเป็นงานใด ก็ไม่ประทับใจผมเท่ากับงาน ปลูกผักสวนครัว

ทำแปลงปลูกผัก หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าเป็นงานง่าย แต่ท่านครับ ท่านคิดผิดถนัด
ท่านเชื่อหรือไม่ ริอ่านทำแปลงผักเนี่ย เหนื่อยซะยิ่งกว่าสร้างบ้านอีก
เริ่มต้น ท่านต้องขุดทรายให้เป็นรูปแปลงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดซัก 1.5 X 3.5 เมตร โอเคดินทรายนั้นขุดง่าย ดังนั้นอันนี้ถือว่ายังไม่ยากเท่าไหร่
แต่อันดับต่อมา ท่านต้องไปยกอิฐบล็อคมาวางเรียงทำเป็นขอบแปลง อิฐก้อนนึงหนักประมาณซัก 5 กิโล ยกทีละ 4 ก้อนก็ 20 กิโล การจะจัดเรียงให้ได้รอบแปลง ต้องใช้อิฐประมาณ 30 กว่าก้อน แล้วแหล่งวางอิฐบล็อค กับตำแหน่งที่เราจะสร้างแปลงก็มักจะอยู่ห่างกันประมาณซัก 10-20 เมตร ท่านก็ลองคิดดูละกัน ว่าต้องยกกันกี่รอบ แล้วต้องใช้พลังงานกี่กิโลแคลลอรี่




อย่างไรก็ดี การขนอิฐถือเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อล้อมแปลงเสร็จแล้วยังต้องขนดินมาถมให้เต็ม จากนั้นถึงค่อยขุดหลุม เอาก้านตะไคร้ปักลงไป เอาเมล็ดพริก มะกรูด มะนาว หว่านลงไป หยอดตามด้วยปุ๋ย แล้วค่อยกลบด้วยขี้แกลบ จึงเป็นอันเสร็จพิธี




..ไอ้ขั้นตอนขนดินเนี่ยแหละ ได้ชักนำผมมาพบกับยอดคนผู้หนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าคุณนุมาตะ (นุมาตะ จริงๆ ชื่อ นุ เป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ ท่าทางกำยำล่ำสัน ใบหน้าเหลี่ยมผิวแทนผมเกรียนสวมแว่น แลๆ ไปคล้ายยอดฝีมือชาวเกาหลี)

รูปนุมาตะ



โดยปกติแล้ว การขนดินจะใช้ปุ้งกี๋ ค่อยๆ ทยอยขนกันมา จากกองดินซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 20-30 เมตร ถ้าคนเยอะหน่อยแล้วระยะทางไม่ไกลเกิน ก็สามารถก่อตั้งเป็น assembly line ขึ้นมา ทำให้ช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะ แต่ถ้าวันไหนออกไปทำงานไกลๆ ไม่มีคนหมู่มากช่วย ก็ได้แต่ขนกันเองสี่ห้าคน ดินปุ้งกี๋หนึ่งถ้าตักพูนๆ จริงๆ คาดว่าหนักถึงเกือบ 10 โล และขนกันคนละสิบกว่ารอบ ก็ยังไม่แน่ว่าจะถมได้เต็มแปลง





ด้วยเหตุนี้ บางครั้งจึงต้องใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เป็นสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุค ซึ่งมีชื่อว่า “รถเข็น” รถเข็นสามารถขนดินได้ทีละประมาณ 20 ปุ้งกี๋ เท่ากับประหยัดเวลาในการเดินกลับไปกลับมาได้หลายรอบ มิหนำซ้ำยังติดตั้งไว้ด้วย ระบบขับเคลื่อน 3 ล้อ เรียกได้ว่ามีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง เวลาใช้ขนส่งมวลสารบนพื้นที่เรียบ อย่างไรก็ตาม ชนชาวโลกล้วนรู้ดี ว่าหนทางของชีวิต หาได้ราบเรียบเสมอไป




ในวันหนึ่งของการกรำงาน ผม ที ดล ดีเลิศ แบ็งค์ สิงห์  นุมาตะ และคนอื่นๆ อีกสองสามคน ได้รับมอบหมายให้ไปสร้างแปลงผักบริเวณบ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปพอสมควร ในขั้นแรก การขนอิฐและการล้อมแปลง สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จะอย่างไรก็ตาม ปัญหากลับติดขัดอยู่ที่การขนดิน.. แปลงผักที่เรากำลังสร้างในวันนั้น อยู่ห่างจากกองดินมาร่วม 100 เมตรเห็นจะได้ การใช้ปุ้งกี๋ ทยอยขนเห็นทีจะต้องตัดไป เพราะคงจะเสียเวลามากเกิน คงเหลือแต่เพียงหนทางเดียวคือการใช้รถเข็นเท่านั้น ...ทว่า... หนทางจากกองดิน ไปจนถึงแปลงผัก กลับลดเลี้ยวเคี้ยวคด ประเดี๋ยวขึ้นเนินลงเนิน ประเดี๋ยวเป็นพื้นกรวด ประเดี๋ยวเป็นพื้นโคลน.. คงจะมีก็แต่เพียงยอดคนเท่านั้น ที่จะสามารถเข็นดินผ่านคอร์สอันยากเย็นแสนเข็นนี้ไปได้... ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงมีการจัดศึกวัดใจสไตล์บูชิโดขึ้น เพื่อค้นหายอดคน..


..ผู้ที่สามารถเข็นดินไปได้ตลอดรอดฝั่งโดยไม่ตกหล่น รับไปเลย 1 ล้านเยนน..


ผู้เข้าแข่งขันคนที่หนึ่ง ได้แก่ แบ็งคึซัง จากฮ็อกไกโด.. ตลอดฤดูหนาวที่ผ่านมา ได้เฝ้าฝึกฝนเข็นรถท่ามกลางหิมะ ความพยายามที่สั่งสมมาเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ จะทำให้เขาสามารถคว้า 1 ล้านเยนไปครองได้หรือไม่..ไม่.....ไม่......ไม่......(เสียงเอ็คโค่)

3..2..1..Go! เอาล่ะครับ ตอนนี้ แบ็งคึซัง ออกตัวไปแล้วครับ.. จะผ่านด่านกรวดซึ่งเป็นด่านแรกไปได้หรือไม่นะครับ.. พุ่งไปแล้วครับ ยังคงไปได้ครับ โอ๊ะ แต่ช้าลงแล้วครับ คาดว่าสปีดการออกตัวคงไม่เพียงพอนะครับ.. เอียงแล้วครับ เอียงแล้วครับ โอ้ยยย.. แบงคึซัง ล้มลงไปแล้วครับ...แหม้ คว่ำตั้งแต่ด่านแรกเลยนะครับน่าเสียดายจริงๆ ครับ โอ้โห..

(ภาพรีเพลย์) สำหรับด่านกรวดนั้น เป็นด่านที่จะต้องอาศัยพละกำลัง และสปีดในการออกตัว หากแรงส่งไม่เพียงพอ ความไม่สม่ำเสมอของก้อนกรวด จะทำให้ล้อรถเอียงกะเท่เร่ จนล้มลงในที่สุด.. คุณแบ็งคึซัง จากฮ็อกไกโด.. มาพลาดท่าเสียที อดได้เงิน 1 ล้านเยนไปครอง ช่างน่าเสียดายจริงๆ...

(จากนั้นมาก็มีผู้เข้าแข่งขันอีกหลายคน แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ส่วนมากก็จอดตรงด่านกรวด หรือไม่ก็ไปตายตรงด่านโคลน ยังไม่มีใครสามารถเข็นไปถึงเส้นชัยได้ โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ)

เอาล่ะครับ ก็มาถึงผู้เข้าแข่งขันคนต่อไปนะครับ เป็นคุณ นุมาตะ จากจังหวัด ไซตามะ นะครับ ปกติทางบ้านก็ทำอาชีพเข็นรถเข็นขายปลาอยู่แล้วนะครับ วันนี้คงมีความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม ไม่ทราบว่า ถ้าได้ 1 ล้านเยน จะเอาไปทำอะไรครับ

“โอ้วว..ถ้าได้ 1 ล้านเยน.. อันนี้ ก็คงจะเอาไปซื้อซูชิให้ลูกกินนะครับ โอวว”

โอเคครับ จะเอาเงินไปซื้อซูชิให้ลูกกินนะครับ เป็นคุณพ่อที่ดีจริงๆ นะครับ แหมเยี่ยมมากเลยครับ ขอเชิญเข้าประจำที่ได้เลยคร้าบบบ..

3..2..1..Go! ออกตัวไปแล้วนะครับ... คุณนุมาตะเริ่มต้นด้วยท่าถีบส่งนะครับ.. ใช้เท้าเพิ่มพลังให้กับรถเข็นนะครับ.. ตอนนี้พุ่งออกไปเร็วมากเลยครับ.. ล้อยังไม่เบี้ยวเลยแม้แต่น้อยนะครับ.. จะสามารถผ่านด่านกรวดไปได้หรือไม่..ได้หรือไม่.. โอ้วว..ผ่านไปแล้วครับ.. ผ่านด่านกรวดไปแล้วครับ.. แหมรวดเร็วทรงพลังจริงๆ เลยครับ.. ตอนนี้ ลงเนินไปแล้วครับ กำลังจะไปถึงโค้ง กุ๊ดจังแฮร์พิน นะครับ เป็นโค้งหักศอก หลังจากที่ลงเนินมาอย่างรวดเร็ว จะสามารถหักทิศทางได้อย่างกะทันหันหรือไม่นะครับ.. โอ้โหว เลี้ยวไปแล้วครับ.. เอียงเล็กน้อยแต่ยังไม่ล้มนะครับ.. ยังไปต่อได้เรื่อยๆ นะครับ..ไปเรื่อยๆๆ.. ตอนนี้มาถึงด่านโคลนแล้วครับ.. อ้าวล้อเริ่มจมโคลนลงไปแล้วครับ.. จมลงไปแล้วครับ.. จะทำยังไงกันละครับทีนี้..โอ้โห่..อ้าว นั่น คุณนุมาตะ ใช้ท่าถีบส่งอีกรอบนะครับ.. โอ้โหว พลังขาสุดยอดจริงๆ เลยครับ ถีบแค่ 2 ที ล้อรถก็ขึ้นมาจากโคลนได้แล้วครับ... ตอนนี้เริ่มไปต่อแล้วครับ.. โอ้โหย มหัศจรรย์จริงๆ นะครับ...ไปแล้วครับ... ขึ้นด่านสะพานไม้กว้าง 10 เซ็นต์ไปแล้วครับ.. จะทรงตัวอยู่ได้หรือไม่นะครับ.. ถ้าตกลงมาก็จบกันเลยนะครับ ตอนนี้.. เอาล่ะครับ. เลี้ยวขวาไปแล้ว....ยังได้อยู่นะครับ.. ยังได้อยู่ครับ.. ยังได้.. ยังได้..  เลี้ยวซ้ายอีกที ยังเหลืออีก ไม่กี่เมตรก็จะถึงเส้นชัยแล้วครับ... คุณนุมาตะจะทำได้หรือไม่ครับ... คุณนุมาตุ.. นุมาตะ..โอ้โหยยย..เข้าเส้นชัยไปแล้วครับ..เทดินลงในแปลงได้อย่างสวยสดงดงามนะครับ... คุณนุมาตะ..คุณเป็นผู้ชนะศึกวัดใจสไตล์บูชิโดในวันนี้.. เชิญรับไปเลย 1 ล้าน เยนนนนนน... ขอแสดงความยินดีด้วยนะคร้าบบบบบบบ....

“โอ้วว..ก็กว่าจะผ่านมาได้ก็ลำบากน่าดูเลยนะครับ อะเฮ่อ.. ”  นุมาตะกล่าวพลางเกาหัว อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
 
หลังจากวันนั้น ตำนานวีรกรรมของคุณนุมาตะ ก็เริ่มแพร่สะพัดออกไป ชาวค่ายต่างพากันนิยมเลื่อมใส มิคาดว่าเพียงแค่ 1 วันผ่านไป เขายังสามารถสร้างตำนานใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นมาได้อีก

วันถัดมา ผม ตั๊กBE แบ็งค์ นุมาตะ ทีไบ และโอม รวมทั้งหมด 6 หนุ่ม ได้รับมอบหมายงาน ให้ไปสร้างแปลงผัก ในที่ติดชายทะเล ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปกว่าเดิมอีก ต้องเดินเท้าเป็นระยะเวลา ถึงเกือบ 20 นาที

สำหรับสภาพภูมิประเทศในคราวนี้ นับว่าไม่ลำบากเท่าใด พื้นที่จะต้องขนดินกันก็เป็นแค่พื้นปูน กับพื้นดินเรียบๆ แต่ทว่า สภาพภูมิอากาศนี่สิ กลับเลวร้ายอย่างชนิดไม่เคยพบเห็นมาก่อน

พายุฝนกระหน่ำลงมายิ่งกว่าฟ้ารั่ว นั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่ลมทะเลนี่สิ กลับกรรโชกรุนแรงอย่างเหลือเชื่อ หยาดฝนนับหมื่นเม็ด ล้วนถูกอานุภาพของมัน พัดพุ่งประเดประดังจู่โจมเข้าใส่พวกเราในแนวนอน เมื่อไหร่ที่หันหน้าเข้าต้านลม เป็นต้องรู้สึกเหมือนโดนเข็มพันเล่มปัก ฉึกๆๆๆๆ เข้าตามใบหน้า สุดแสนที่จะทานทนได้ ไม่เพียงเท่านั้น ความหนาวเย็นของลมฝนยังเสียดแทงเข้าไปถึงไขกระดูก ร่างกายที่เริ่มเป็นหวัดก็เริ่มหายใจไม่ออก น้ำมูกน้ำลาย พากันหลั่งไหลทะลักออกจากขุมทวารบนใบหน้า จะดีก็อยู่อย่างเดียวตรงที่ไม่จำเป็นต้องเช็ดล้าง เพียงแค่หันหน้าเฉียงๆ ให้กับทิศทางลม น้ำมูกและเสมหะที่ยืดหยดเหล่านี้ ในชั่วพริบตาก็จะถูกสายลมกระชากขาด กลายเป็นสายเมือกปลิวละลิ่วไปสามสี่วา ค่อยเลือนลางหายวับไปกับสายฝน

ในสภาพเช่นนี้ อย่าว่าแต่กรำงานอันใด กะแค่ยืนหยัดทรงตัวให้อยู่ ก็ยังต้องใช้ความพยายามอย่างสูงแล้ว.. จะอย่างไร.. นุมาตะกลับไม่ใช่ชนชั้นคนธรรมดาสามัญ.. ท่ามกลางสภาพหนาวเหน็บ ถึงกับใช้กลยุทธฉี่ใส่ขาตัวเองเพื่อเพิ่มความอบอุ่น.. เมื่อเรียกกำลังวังชากลับมาสำเร็จ ยังสามารถเข็นรถขนดินได้ต่อ... ภายหลัง ต่อให้น้ำท่วมถึงตาตุ่ม มองไม่เห็นหลุมบ่อบนพื้น ก็ยังสามารถหลบเลี่ยงได้ด้วยสัญชาติญาณ.. มาตรว่า คนผู้นี้ คงเกิดมาเพื่อเข็นรถเข็นดินโดยแท้...

พวกเราอีก 5 หนุ่มที่เหลือ เห็นนุมาตะยังคงฮึกเหิมกรำงาน ในใจก็บังเกิดความฮึกเหิมด้วยเช่นกัน ต่างหันหน้าสู้ลมสู้น้ำ ช่วยกันสร้างแปลงผักในตำนานขึ้นมาได้ บ่ายนั้นเสร็จสิ้นไปทั้งหมดถึง 3 แปลง.. สุดท้ายเคลื่อนทัพกลับสู่มาตุภูมิอย่างสง่าผ่าเผย บรรดาบุรุษสตรีที่ผ่านมาพบเห็น คงจะเล่าขานเป็นตำนานสืบไป ถึง 6 หนุ่ม วีรชนชาวโรมัน เหล่านักรับ ผู้ยืนหยัด นมดำ กรำงาน ท่ามกลางหมู่พายุฝนเข็มแนวนอน..


เหล่านักรบโรมัน – ซ้ายไปขวา - โอม ที นุมาตะ แบงค์ ตั๊ก แทน







นุมาตะ - เทพบุตรนมดำ



*note – นุมาตะ ก่อนกลับจากค่ายยังได้บริจาคเงินส่วนตัว ซื้อศาลาเล็กๆ มาตั้งไว้ริมแอ่งน้ำ ให้ชาวบ้านได้เอาไว้นั่งชิวกัน.... หลังจากกลับมาแล้ว ยังได้ข่าวอีกว่า ระหว่างทางที่กำลังจะพาสุนัขไปโรงพยาบาล พบเห็นอุบัติเหตุรถยนต์ ยังเข้าไปอาสาช่วยเหลือ ผู้บาดเจ็บก่อน จากนั้น จึงค่อยพาสุนัขตัวเองไปโรงพยาบาลต่อ.. นับได้ว่า เป็นบุคคลอันประเสริฐล้ำผู้หนึ่ง



ยามยวน

ในคืนแรกของค่าย ผมกับชายฉกรรจ์อีก 2 คน ได้แก่ ตั๊ก BE และ ดลลี่ รุ่นน้องจากสามเสน ร่วมกันอาสาอยู่เหย้าเฝ้ายาม ในกะเที่ยงคืนถึงตี 3  




เที่ยงคืน พวกเราตั้งฐานที่มั่นกันที่โรงอาหาร ผมเริ่มด้วยฟาดกาแฟเข้าไป 1 ถ้วย พออวัยวะต่างๆ เริ่มตื่นตัว ก็ออกมานั่งคุยกับสหายยามอีก 2 คน ซึ่งต่างก็นั่งรับประทานมาม่ากันไป ทุกๆ ครึ่งชั่วยาม ก็จะรู้สึกสำนึกผิด เกิดเป็นห่วงเป็นใย ความปลอดภัยของชาวค่ายขึ้นมาครั้งนึง ชวนกันถือไฟฉายออกเดินตรวจตรา ระหว่างที่ออกตรวจก็ตั้งใจกันมาก ส่องไฟตรวจดูทั้งในตุ่ม หลังกองอิฐ บนต้นมะพร้าว ทั้งส่องเข้าไปในบ้านที่ผู้คนหลับนอนอยู่ มาตรว่า ต่อให้ใจรร้ายเป็นนินจาสายพรางตัวแอบซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน ก็ไม่สามารถหลบรอดจากสายตาพวกเราไปได้
ออกไปตรวจรอบแรก สถานการณ์ก็ยังคงเป็นปกติ เลยกลับมานั่งดวดมาม่า อัด LM กันที่โรงอาหาร นั่งถกนู่นถกนี่กันต่อ อีกครึ่งชั่วโมงผ่านไป เริ่มสำนึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง ค่อยออกเดินยามต่อ ปรากฏว่า ระหว่างการเดินยามรอบสองนี้ พอฉายไฟปราดไป ได้พบเห็นเงาคนร่างหนึ่ง ท่าทางมีพิรุจ แต่ในยามกะทันหันไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่าเป็นผู้ใด เลยตะโกนถามออกไป

“ใครครับ”
“ผมเอง เอมครับ” เสียงที่ตอบกลับมากลับเป็นเสียงที่คุ้นเคย ดังนั้นความตึงเครียดจึงค่อยผ่อนคลายลง
“อ๋อ ที่แท้เป็นคุณเอมนี่เอง ไม่ทราบว่า ดึกดื่นออกมาทำอะไร”
“ออกมาเยี่ยวครับ”
“ดีล่ะ ถ้าอย่างนั้น ในฐานะยาม พวกเราจะรับผิดชอบ ทำหน้าที่คุ้มครองอารักขาคุณเอมอย่างเต็มกำลัง”

ว่าแล้ว เหล่ายามทั้งสาม ก็เข้าขนาบซ้ายขวา คอยสาดส่องไฟระวังหน้าระวังหลังให้กับคุณเอมตลอดระยะทางไปห้องสุขา เนื่องจากไม่มีวิทยุสื่อสาร เลยได้แต่ติดต่อถึงกันผ่านปาก
“โอส ขณะนี้ฝั่งขวาไม่พบศัตรู ตั๊กBE ฝั่งซ้ายปลอดภัยดีมั้ย เปลี่ยน คึ่ดด..”
“โอส พี่แทน ฝั่งซ้ายก็ปลอดภัยดีครับ เปลี่ยน คึ่ดด..”

หลังจากมาถึงสุขาอย่างปลอดภัยแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าไม่สามารถวางใจได้ ถึงแม้ไม่สามารถตามคุณเอมเข้าไปส่องไฟในส้วมเพราะเกรงจะเป็นการเสียมารยาท แต่ก็ยืนเฝ้าระวังอยู่หน้าประตูห้องน้ำตลอดเวลา พร้อมกับเคาะถามความปลอดภัยของคุณเอมทุกๆ 3 วินาที

“คุณเอมยังปลอดภัยดีอยู่นะครับ”
“ครับ ปลอดภัยดีครับ”
“ไม่มีศัตรูบุกขึ้นมาทางโถส้วมนะครับ”
“ครับไม่มีครับ ขอบคุณมากที่เป็นห่วงครับ แต่ช่วยหยุดถามทีเถอะครับ ผมเยี่ยวไม่ออกครับ”

การคุ้มกันภัยขณะปัสสาวะ ถือเป็นปฏิบัติการที่อันตรายที่สุดสำหรับคนเป็น รปภ. ทั้งนี้เพราะจำใจต้องคลาดสายตาจากผู้ที่กำลังอารักขาชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ภาระกิจครั้งนี้ ในที่สุดผ่านไปด้วยดี สามารถส่งคุณเอมถึงบ้านพักได้โดยสวัสดิภาพ ทำให้เหล่ายามรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกว่า ตนเองได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ สมกับที่ได้รับมอบหมายมา แม้ภายภาคหน้าเกิดผิดพลั้งเสียท่าต่อศัตรูจนมีอันต้องเป็นไป คุณเอมคงต้องเล่าขานเรื่องราวในคืนนี้เป็นตำนาน ผู้คนรุ่นหลังยังคงจดจำได้ถึงวีรกรรม เหล่ายามผู้กล้าทั้งสาม ย่อมได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญเป็นวีรบุรุษสืบไป คิดได้ดั่งนั้น รู้สึกว่า ในอกเกิดความฮึกเหิมลำพองใจยิ่ง มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อย่างไรก็ตาม กองทัพย่อมเดินด้วยท้องและปอด ดังนั้น รีบรุดมุ่งหน้ากลับฐานที่มั่น ดวดมาม่าอีกชาม ดูด LM อีกมวน

ตลอดระยะเวลาที่เฝ้ายามมา 1 ชม. แรก นั้น ผม ตั๊ก ดล ก็นั่งอยู่ส่วนพวกเราในบริเวณที่กินข้าว ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปไม่เท่าไร ในบริเวณโรงครัว ก็มีกลุ่มชาวบ้านสามคน นั่งตั้งวงร่ำสุรากัน แป๊บๆ เดี๋ยว ก็ได้ยินเสียง ครวญเพลงเพื่อชีวิตบ้าง เสียงหัวร่อบ้าง ดังเล็ดรอดออกมาเป็นระยะๆ กลุ่มชาวบ้านกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนหนุ่มอายุไม่น่าเกินยี่สิบต้นๆ ตั้งแต่มาก็พบเห็นกันบ่อยครั้ง พวกเราชาวค่ายต่างตั้งฉายาเรียกขานพวกเขาว่า แก๊งตะวันแดง

ผม ตั๊ก และดล ในขณะนั้น ใจหนึ่ง ต่างก็รู้สึกอยากจะเข้าไปร่วมวงสนทนากับแก๊งตะวันแดง เพื่อกระชับสัมพันธ์ชาวบ้าน อีกใจหนึ่งก็รู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่การยาม อีกทั้งไม่สามารถละเมิดต่อกฏศักดิ์สิทธิ์ของค่ายได้ (ห้ามดื่มสุราเมรัย) จะอย่างไรก็ตาม ต่อให้ ขณะที่ไม่ได้เฝ้ายามอยู่ หรือต่อให้ค่ายนี้ไม่มีกฏ ก็คาดว่าพวกเราคงไม่มีความกล้าพอที่จะเข้าไปคุยกับพวกเขาก่อนอยู่ดี ดังนั้นจึงได้แต่ต่างคนต่างอยู่ไปก่อน

พอถึงซักประมาณตี 1 ครึ่ง ชาวตะวันแดงผิวหมึกรูปร่างผอมสูงคนหนึ่ง ก็เดินออกมา ค้นหาอะไรกินในบริเวณที่พวกเรานั่งกันอยู่ ยามแรก ต่างฝ่ายต่างเคอะเขิน ได้แต่ยิ้ม แล้วก็พยักหน้าให้แก่กัน สักพัก ไม่ทราบว่าเป็นดล หรือตั๊ก ก็เปิดเกมบุก โดยเริ่มเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลงก่อน ถามคนร่างผอมสูงว่า “พี่ ไอ้ยาเส้นนี่มวนยังไงครับ ช่วยสอนผมหน่อยได้มั้ยครับ”

หนุ่มร่างผอมสูงเผยรอยยิ้ม จากนั้น หยิบใบจาก 2 ใบ ออกมาวางติดกัน โปะด้วยยาเส้นยุมหนึ่ง ม้วนไปม้วนมา ปราดเดียวก็ได้ออกมาเป็นมวนสวยงาม หยิบขึ้นจุดสูบ แล้วก็ส่งต่อให้พวกเรา โดยทางเราก็หยิบยื่น LM แดงให้เขา 1 มวน เป็นการแลกเปลี่ยนกัน จากนั้นเริ่มสนทนากันถึงเรื่อง เคล็ดลับการมวนยาเส้นให้ถูกวิธี แต่อย่างไร สุดท้ายพวกเราพยายามทำตามหลายรอบ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยเลิกไปเพราะยิ่งมวนยิ่งทุเรศเสียของ ขณะเดียวกันนั้น เพื่อนๆ อีก 2 คนของหนุ่มร่างผอมสูงเห็นเขาหายไปนาน ก็เลยตามออกมาสมทบร่วมวงสนทนากับพวกเรา ประกอบด้วยชายหนุ่มร่างเตี้ยล่ำ 1 คน และชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาไว้ผมยาวประบ่าอีก 1 คน ทั้งสองล้วนมีผิวสีเข้ม ไม่แตกต่างจากหนุ่มผอมสูงคนแรก

ยาเส้นมีรสชาติฉุนเฉียวนัก แถมต้องสูบติดต่อตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นจะดับ ตัวผมเองอาศัยสูบฮึ่ดนึง ก็หันมาคุยทีนึง แล้วก็พอจะสูบใหม่ก็ค่อยจุดไฟอีกทีนึง ไม่นานผ่านไป พวกเราเหล่ายามทั้งสาม กับแก็งค์ตะวันแดง ก็เริ่มสนทนากันอย่างออกรสชาติขึ้นเรื่อยๆ

“พี่ๆ เวลาไปจีบสาวใต้นี่ต้องพูดว่าไรครับ สอนผมหน่อยสิ” ตั๊ก BE ถาม
“อ๋อ บอกไปเลย ‘หวาพรือหน่องส้าว’ แปลว่า เป็นไงมั่ง น้องสาว 555 ”
“หว่าปรื๊อน้องส่าว แบบนี้เหรอครับ.. แหม่ มันหร้อยนิ หร้อย” ตั๊ก ลองเลียนแบบดู แต่สำเนียงยังแปร่งๆ เป็นที่ขบขันของทุกคน
“555 พอได้ๆ วันหลังเดี๋ยวผมจะพาเข้าตลาด ไปลองใช้จริง ดูซิว่าจะมีสาวหลงผิดมั้ย 555” ตะวันแดงคนหนึ่งกล่าว

คุยกันไปคุยกันมา เลยได้รู้ว่า พวกชาวบ้าน จริงๆ เค้าก็ไม่กล้าเข้ามาคุยกับพวกนักศึกษาก่อน เหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างเขินไปเขินมา สุดท้ายไม่ได้รู้จักกันซักที คืนนี้ ต้องขอขอบคุณยาเส้น ที่ช่วยสลายกำแพงให้ในที่สุด

เวลาผ่านไปหลายมวน พวกเราถกกันตั้งแต่เรื่องภาษาถิ่น (หลังๆ มีลุงชาวประมงขี้เมาคนนึงเข้ามาจอยด้วย แกมาจากอีสาน แต่พูดได้ทั้งเหนือใต้ออกกลาง นั่งๆ สักพัก ก็ร้องเพลงของ จรัญ มโนเพชร ให้ฟัง) ไปจนกระทั่ง ถึงประเด็นการรับน้องในรั้วมหาลัย ซึ่งกำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนั้น หลายครั้ง พวกผมได้รับฟังในเรื่องราวที่น่าสนใจ ประเภทที่ไม่สามารถหาฟังได้จากข่าวทีวี

“...รัฐบาลช่วยน่ะช่วย แต่ไปเน้นตรงจุดท่องเที่ยวเสียส่วนใหญ่ ก็ตามที่ออกข่าวน่ะแหละ คนดูแล้วก็คิดกันไปว่าชาวใต้ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีแล้ว แต่ประทานโทษนะ ไอ้บ้านที่รัฐสร้างให้พวกผมเนี่ย แคบแล้วก็หยาบยังกะไม่ได้สร้างให้คนอยู่ เนี่ยผมกะว่าเดี๋ยวพอตั้งตัวได้แล้ว จะเก็บเอาไว้เลี้ยงหมูดีกว่า งบประมาณตั้งมาก สร้างออกมาเป็นคอกสี่เหลี่ยมเล็กๆ ห้องเดียว ให้อยู่กันทั้งครอบครัว พวกคุณคิดดูเอาเองละกันว่าเงินมันหายไปไหนหมด.. แล้วนี่ส่งทหารเข้ามา บอกว่ามาดูแลช่วยเหลือ ทหารพวกนี้นะคุณ ไม่มาซะยังจะดีกว่า มาถึงก็กินเหล้าเมาเปะปะ วางอำนาจ เที่ยวแซวเมียชาวบ้านเสียๆ หายๆ นี่เมื่อคืนก่อน ถึงขนาดแอบย่องเข้ามาลักรถเครื่องคนแถวนี้กลางดึก.. ไม่ไหว ไม่ไหว..  ” หนุ่มเตี้ยล่ำระบาย

“..ผู้ว่า หลังจากเกิดสุนามิ พอออกทีวี ก็บอกนักข่าวว่าลงมาดูบ่อยๆ แต่ผมไม่เคยจะเห็นเข้ามาแถวนี้.. ทุกวันนี้ น้ำไฟก็ยังไม่ต่อให้ พวกเราต้องเอาเงินบริจาคไปจ้างช่างมาทำกันเอง... ก็อย่างงี้แหละ คุณเคยเห็นนักการเมืองที่จนๆ เป็นชาวบ้านตาสีตาสามั่งมั้ยล่ะ ไม่มีหรอก มีแต่คนรวยๆ อยู่แล้ว พอเข้าสภาไป ถ้าไม่เข้าไปทำให้ตัวเองรวยขึ้น ก็เอาแต่แก้แต่ปัญหาของพวกรวยๆ ด้วยกัน ใครเค้าจะมารับรู้เข้าใจความยากลำบากของคนจนๆ อย่างเรา ไม่เคยลงมาสัมผัส ซักถาม ว่าจริงๆ แล้วพวกเราที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่นี้ ต้องการอะไรกัน.. ผมว่าอีกไม่นานหรอก คุณคอยดูสิ คนมันจะทนไม่ไหว ต้องรวมกันประท้วง ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซักที..” คนผมยาวเสริม

จากเรื่องการเมือง วกมาที่เรื่องสุนามิ

“..พูดไปหาว่าบ้า แต่ผมว่าไม่แน่นา ไอ้สุนามินี่อาจเกิดจากเมริกาเป็นคนทำขึ้น” หนุ่มผอมสูงกล่าว “มันเป็นไปได้นะคุณ พวกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เค้าก็บอกก่อนคลื่นมา ได้ยินเสียงตู้มสนั่น แล้วก็ฟ้าสว่างแวบนึง เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ลง.. นี่ไม่กี่เดือนก่อน พวกญี่ปุ่นก็เพิ่งมาตรวจสอบดินแถวนี้ ก็รายงานว่าพบสารกัมมันตภาพรังสี.. ทุกวันนี้พวกไอ้กันถูกส่งมาช่วยเยอะ ก็ไม่แน่ว่า เพราะต้องการกลบเกลื่อนความผิดหรือปล่าว 555.. ”

ผมได้ฟัง ก็รู้สึกลังเล ว่าอ้าวตกลงสุนามินี่ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลใช่มั้ยเนี่ย หรือว่ากูดูทีวีมากไป โดนสื่อเป่าหูล้างสมอง.. จะว่าไป เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ไประยองมา ก็เจอลุงแปลกหน้าคนนึง บอกว่า สุนามิเนี่ย เกิดจากเราทำร้ายธรรมชาติ สูบน้ำบาดาล สูบน้ำมันในอ่าวไทย ขึ้นมาใช้มากเกินไป จนทะเลทรุดตัว ในที่สุดหายนะก็คืนสนองตัวเอง.. อืมม เอาแต่ดูทีวีอยู่ในบ้านนี่ ทำให้หูตาคับแคบจริงๆ สงสัยต่อไป ผมคงต้องออกเที่ยวให้บ่อยกว่านี้ซะแล้ว

แก๊งค์ตะวันแดงยังคงเล่าประสบการณ์โต้คลื่นของตนต่อไป

“โอ้ยตอนนั้นผมนั่งๆ อยู่แถวนี้นะ โดนน้ำพัดลอยไปนู่นนนน” หนุ่มเตี้ยล่ำว่าพลางชี้นิ้วให้ดูตำแหน่งซึ่งอยู่ไกลออกไปประมาณเกือบกิโล  “ทำอะไม่ได้เลย ได้แต่ปล่อยให้น้ำพาไปอย่างเดียว สุดท้ายได้แผลมาไม่กี่แห่ง รอดตายได้ถือว่าปาฏิหารย์แล้ว”

“พอ ลุกขึ้นมาได้สติ น้ำลดก็เริ่มออกเดินตามหาญาติ” หนุ่มผอมสูงเสริม “เนี่ยๆ แถวๆ ที่พวกเรานั่งเนี่ย ตอนนั้นสภาพเละเทะ เดินสามสี่ก้าวก็เจอศพนึง เดินอีกสามสี่ก้าวก็เจออีกศพนึง พอพลิกมาดูก็เป็นคนรู้จักทั้งนั้น เห็นอย่างนั้น ใจนึงก็เศร้า แต่อีกใจนึงก็โล่งที่อย่างน้อยไม่ใช่ ศพพ่อเราแม่เรา.. ไม่มีเวลาจะคอยช่วยเก็บศพเค้า ก็ได้แต่วางกลับไว้ที่เดิม ใจคิดแต่จะตามหาญาติตัวเองให้เจอก่อน.. เดินพลิกศพอยู่จนค่ำมืด ไม่กล้าพักผ่อนแม้แต่น้อย หิวก็อาศัยพวกขวดโค้กที่คลื่นซัดมาเนี่ย ทุบกินเอา..”

จากแรกๆ คุยกันเฮฮาออกรสชาติ พอมาถึงช่วงนี้ ผมได้แต่นั่งตาแดงรับฟังพวกเขา ในใจก็ครุ่นคิดจินตนาการว่าถ้าเป็นเรา.. ต้องเดินพลิกศพขึ้นมาทีละศพ ลุ้นแล้วลุ้นอีก ว่าคนตายจะใช่พ่อแม่พี่น้องของตนเองหรือไม่.. เรื่องราวเลวร้ายเช่นนี้ .. แม้คิดยังไม่อยากคิดถึง


ได้ฟังว่าชาวบ้านบางคน กำลังอุ้มลูกอยู่ในมือ พอน้ำมาก็ซัดลูกหลุดหายไปต่อหน้าต่อตา บางคน ค้นหาศพแม่ศพลูกตัวเองทั้งวันยังหาไม่พบ ตลอดคืนนั้นต้องตกอยู่ในสภาพไม่ล่วงรู้ ว่าคนที่ตนรักเป็นตายร้ายดีอย่างไร.. ยากนักที่จะสามารถข่มตาหลับลงได้.. มิสู้เจอศพไปเลยตั้งแต่แรก ถึงแม้เศร้าเสียใจ แต่อย่างน้อยได้ล่วงรู้ชะตากรรมให้ชัดเจน..

สำหรับแม่แดงผู้เป็นหัวหน้าชุมชนแหลมป้อม กว่าจะพบศพลูกสาว ก็ปาเข้าไปหลายวัน ส่วนหนึ่งเพราะ ไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ ไอ้บริษัทนายทุนใจทมิฬ ก็เอารั้วเขียวมากั้นไว้ พร้อมทั้งอ้างสิทธิ์ที่ดิน ไม่ยอมให้แม่เข้าไปหาศพลูก

สุภาษิตว่า คนล้มอย่าข้าม แต่นี่ เค้าล้มแล้วยังไปกระทืบเค้าซ้ำ ผมคิดด่าทอพวกนายทุนพวกนี้สักหลายคำ แต่คิดไปคิดมา ยังไม่สามารถหาถ้อยคำที่สาสมแก่ความเลวของมันได้...

..ตี 3.. ทุกผู้คน ต่างแยกย้ายกันเข้านอน พวกเราก่อนนอนก็ไปปลุก ยามกะตี 3 ถึง 6 โมง มาเข้าเวรต่อ จากนั้น เข้ามุ้ง หลับไหลเป็นตาย.. ตั้งแต่คืนนั้นมา ก็ไม่ได้มีโอกาสสนทนากับชาวบ้านอย่างใกล้ชิดเช่นนั้นอีก






บันเทิง เริงนม

ในทุกๆ คืน หลังจากเหน็ดเหนื่อยกรำงานมาทั้งวัน พวกเราก็จะมีการล้อมวงชุมนุมกันริมหาด อาศัยเพียงแค่แสงไฟจากตะเกียงนีออนเพียง 5 ดวง ทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เพื่อผ่อนคลายความอ่อนล้าต่อกันและกัน
กิจกรรมสันในค่ายนี้ โดยส่วนมากก็คงไม่แตกต่างจากค่ายอื่นๆ ในประเทศไทยสักเท่าไร ก็มีตั้งแต่การละเล่นคลาสสิคอย่าง.. ลมเพลมพัด โบกสะบัดพัดมาไวๆ...ชิบปี้ชิบ ปี้ชิบ ปี้ชิบ.. กิ่งก้านใบ ชะชะ ใบ ก้านกิ่ง... โอ้เจ้าดอกลั่นทม ฉันคอยเด็ดดม ฉันคอยเด็ดเล่น... เอ้า แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว...และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้ ถือว่าพื้นเพธรรมดา แต่อาศัยว่าได้คนนำเต้นระดับมืออาชีพอย่าง น้องปอย และ น้องบี๊ ซึ่งมีการศึกษาเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีก่อนที่จะมาค่าย ดังนั้น จึงสามารถนำได้อย่างราบรื่นสนุกสนาน ต่อเนื่องไม่ติดขัด เป็นที่ประทับใจของพวกเราเป็นอย่างมาก (โดยเฉพาะน้องปอย เป็นบุคคลที่งี่เง่าได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตลกหญิงสายหน้าตาและท่าทางซึ่งมีฝีไม้ลายมือร้ายกาจ ยากยิ่งที่จะหาผู้ทัดเทียมได้ )


การละเล่นร้องรำ คือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการมาค่าย  

บรรดาสาวๆ นักเต้น ผู้ช่วยสร้างสีสรร หากขาดพวกเธอไปคงยูนใจนัก (คนใส่แว่นคือคุณปอย)
 



นอกจากนี้ก็มีการจับบั๊ดดี้ เพียงแต่หัวหน้าค่ายกลัวไม่มัน เลยเปลี่ยนให้เป็น เอเนมี่ หรือ บั๊ดด็อก แทน ซึ่งก็คือ ถ้าหากจับได้ชื่อใคร แทนที่จะต้องคอยเทคแคร์คนนั้นอย่างลับๆ ก็เปลี่ยนให้เป็นคอยแกล้งอย่างลับๆ แทน ยกตัวอย่างเช่น ไอ้สิงห์ จับได้ ไอ้เซฟ พ่อหนุ่มร่างใหญ่ เสียงหล่อสยบสาว พอถึงเวลากินข้าว มื้อไหนมีแกงกะหรี่ สิงห์ก็จะคอย แอบส่งกระดาษทิชชู่ป้ายแกงกะหรี่ให้เซฟ บอกว่า เป็นบั๊ดดี้ฝากมาให้ อย่างงี้เป็นต้น เล่นไปเล่นมา ปรากฏว่า นอกจากไอสิงห์แล้ว ไม่เห็นจะมีใครกล้าแกล้งใคร คือทุกคนเป็นคนดีกันหมด สุดท้ายก็เลยได้แต่เปลี่ยนกลับเป็นเล่นบั๊ดดี้ตามเดิม

การละเล่นอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจจะพบได้ทั่วไปในค่ายต่างๆ ก็คือ เกม Killer บัตรคำ คนที่จับได้คำว่าอะไร ก็ต้องพยายามล่อเพื่อนซักคนออกไปคุยสองต่อสอง แล้วหลอกให้มันพูดคำๆ นั้นออกมาให้ได้ พอพูดออกมาปุ๊บอีกฝ่ายก็จะถือว่าถูกฆ่า จบชีวิตลง พร้อมกับต้องยินยอมมอบบัตรคำของตัวเอง ให้เป็นอาวุธของผู้ที่ฆ่าตนต่อไป สุดท้ายตอนจบค่าย ใครสะสมบัตรคำได้มากที่สุด ก็ถือเป็นผู้ชนะ เกมนี้ปกติแล้ว เค้าก็เล่นกันแบบสนุกๆ คำที่นำมาใช้ ส่วนมากก็พื้นเพธรรมดา แต่นี่ เป็นค่ายซึ่งจัดโดยคนที่มีความงี่เง่าในระดับไม่ธรรมดา ดังนั้น คำที่ออกมาจึงเป็นคำอย่าง.. บรรจงจูบ.. นะ กานดา.. วัทซัพแหมน วัทซัพแหมน (ติดกัน 2 รอบ).. ฮิบบรู.. ผรุสวาท.. อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ เป็นต้น สุดท้าย ผ่านไปสองสามวัน ก็ไม่มีใครฆ่ากันได้ซักกะคน เป็นอันต้องเริ่มต้นเล่นใหม่ โดยปรับเปลี่ยนคำต่างๆ ให้มีระดับความยากลดลง

อีกเกมนึงคือเกม ใคร ทำอะไร กับใคร อย่างไร.. ก็คือ สุ่มให้คน 4 คน คิดคำตอบสำหรับคำถามแต่ละข้อเอาไว้ โดยไม่ได้นัดแนะกันไว้ก่อน สุดท้ายพอเอาคำตอบมารวมกันได้เป็นประโยคคำสั่ง คนที่มีชื่อในประโยคนั้นก็จะต้องปฏิบัติตาม อย่างไม่มีทางเลือก ซึ่งเล่นทีไร ก็มักจะได้คำสั่งอุบาทว์ๆ ออกมาเสมอ อย่างเช่น ของผมโดน..

(ใคร) พี่แทน (ทำอะไร) ถูกเกานม (กับใคร) โดยบี่บี๊ (อย่างไร) อย่างกรำ..

ส่วนของไอ้สิงห์โดน..


(ใคร) สิงห์ (ทำอะไร) เต้นระบำหน้าท้อง (กับใคร) กับนุมาตะ และพี่โจอ้วน (อย่างไร) อย่างเร่าร้อน..







นอกจากเกมการละเล่นคลาสสิคทั่วไปแล้ว ค่ายนี้ก็ยังมีการจัดกิจกรรมที่มีสาระอย่างอื่น เช่น ให้มีการจับกลุ่มกันนั่งฟังชาวบ้านเล่าประสบการณ์ จับกลุ่มกันเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ถกประเด็นปรัชญาสังคมการเมือง มีการให้เขียนสมุดกระจกเงา โดยแต่ละคนจะมีสมุดในชื่อของตัวเอง ซึ่งจะถูกส่งวนไปให้คนอื่นแบบสุ่มๆ จากนั้น กรรมการจะประกาศโจทย์ แต่ละข้อ อย่างเช่น ...คนๆ นี้เปรียบเหมือนสีอะไร เพราะอะไร.. หรือ อย่างเช่น ...จงเขียนข้อเสียที่ควรปรับปรุงของคนๆ นี้มา 3 ข้อ... โจทย์ว่ามายังไง คนที่ได้รับสมุดของใคร ก็ต้องเขียนความเห็นเกี่ยวกับคนๆ นั้นลงไปตามนั้น พอทำเสร็จข้อนึง ก็วนเปลี่ยนเอาสมุดของคนอื่น มาเขียนในโจทย์ข้อต่อไปต่อ สุดท้ายส่งคืนให้เจ้าของสมุด ได้ตรวจชมดูว่าคนอื่นๆ คิดอ่านกับตัวเองอย่างไร.. จึงเป็นที่มาของคำว่า สมุดกระจกเงา

เอาล่ะ ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดในบรรดากิจกรรมยามค่ำคืนทั้งหมด นั่นก็คือ การแสดงของคณะ 3 เสี่ยว เซิร์ฟบอร์ด อันประกอบด้วย สิงห์ เต๋า และ เอม.. 3 คนนี้ จะคอยคิดมุกแป้กต่างๆ มาคอยให้ความบันเทิงกับพวกเราเสมอๆ ทุกค่ำคืน อย่างคืนนึง ก็มีการสาธิตการละเมิดกฏ SI ให้ดูเป็นต้น ส่วนคืนที่ผมประทับใจที่สุด เห็นจะเป็นคืนที่มีการแสดงดนตรีสดอะคุสติกเพลง Black indeed – by 3 เสี่ยวเซิร์ฟบอร์ด featuring Nomdum (ตรูเอง) and Fat Joe



นมดำ และ 3 เสี่ยวเซิร์ฟบอร์ด (ซ้ายไปขวา แทน สิงห์ เอม เต๋า)








ตัวเพลงนี้ก็มีที่มาดังต่อไปนี้..

วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตก ผมกำลังยืนสูบบุหรี่เหม่อมองฟ้าอยู่ อยู่ดีๆ ไอ้สิงห์ก็เดินเข้ามายืนข้างๆ แหงนหน้ามองฟ้าตาม สักพักก็เริ่มฮัมเพลงขึ้น “while it is raining...”  ผมนิ่งงงอยู่สักครู่ ค่อยสานต่อว่า “near the sea..” สิงห์ก็ประสานเสียงรับว่า “ near the sea..” จากนั้น ผมก็ร้องต่อว่า “..then I look at my nipples..” ไอ้สิงห์ครุ่นคิดสักพัก จึงต่อ “and it’s..black..indeed..” เสร็จแล้วเราก็แยกย้ายจากกันไป ไอ้ผมก็ไม่ได้คิดอะไร พอพักเสร็จ ก็ไปกรำงานช่วงบ่ายต่อ.. หารู้ไม่ว่า ทั้งบ่ายนั้น ไอ้สิงห์ รวมหัวกันกับไอ้เอม เข้าห้องคอม หมกตัวคร่ำเคร่ง นำเพลงนั้น ไปแต่งต่อ ใส่ดนตรี ใส่ท่อนแร็พเข้าไป จนออกมาเป็นเวอร์ชั่นสมบูรณ์ กะว่าจะใช้แสดงในคืนนั้น.. ไอ้สิงห์เล่นกีต้า เอมร้องท่อนหลัก เต๋าร้องท่อนแร็พ นอกจากนั้น ยังดึงผมเข้ามาช่วยร้องคอรัส พร้อมกับ Fat Joe มาช่วยตีกลอง.. การแสดงในคืนนั้น เริ่มต้นด้วยพวกเรา แต่ละคน พอถึงท่อนของตัวเอง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนขึ้นแล้วเดินออกมาตรงกลาง สุดท้าย ก็มารวมตัวเอาหลังชนกันหมุนไปรอบๆ โชว์ลีลาประสานเสียงขั้นสุดยอด สร้างความประทับใจให้แก่คนดูเป็นอย่างยิ่ง หลังกลับมาถึงกรุงเทพ ถึงกับต้องมีการรวมตัวอัดเสียงกันใหม่ในสตูดิโอ เพื่อทำเป็น CD แจกจ่ายแก่สมาชิกชาวค่าย ให้เป็นที่ระลึกความทรงจำ ว่าครั้งหนึ่งเราได้เคยนมดำ กรำงานร่วมกัน

และนี่ก็คือ เนื้อร้องเวอร์ชั่นสมบูรณ์ของเพลง Black Indeed เสียดายจริงๆ ที่ผู้อ่านไม่สามารถสดับฟังทำนองที่กินใจได้






---------------------------------------------------------------------------
ครั้งนึงยังคงมีตำนาน เล่าขานถึงบรรพชนคนโรมัน
เขาต่างคนต่างมีนมสีดำ เพราะกรำงานหนัก โววว..

Once there was a legend.. A tale about the Roman people
All of them have very black nipples.. because they work..
Near the sea...near the sea... near the sea... near the sea..
Near the sea...very very near the sea... near the sea.. very near the sea..

ครั้งหนึ่งยังคงมีคนหนุ่มสาว ผู้หนีเรื่องราววุ่นวายในเมืองกรุง
เขาต่างคนพากันตัดสินใจ ไปช่วยชาวบ้าน...ไปเลยไป ไป (เอ็คโค่)

Once there was a bunch of people.. They wanna get away from the city.
Boys and girls they all decided.. to go help other people...
Near the sea...near the sea... near the sea... near the sea..
Near the sea...very very near the sea... near the sea.. very near the sea..

..And then one day, it rained so hard, their nipples turned to be black indeed...black indeed..
..And then one day, they looked at their nipples and they are very very very black indeed.. black indeed..

Black indeed...black indeed (8 รอบ)

(ท่อนแร็พ)
เฮ่ วัน ทู ทรี ก็แค่เป็นคนที่มาทะเล
ไม่ได้มาเฉยๆ พวกเรา working all day
ถ้าเธอไม่เชื่อ จะเผยให้ดูหัวนมที่ D-A-R-K

..แล้วก็อะไรต่ออีกไม่รู้ จำไม่ได้..
วนกลับไปร้อง Black Indeed อีกหลายรอบ จากนั้นเข้าท่อน

นมเขียว..เฮ้ยไม่ใช่ นมแดง..ก็ไม่ใช่ นมเหลือง..มะ ไม่ใช่ นมดำ..เอ้อ นั่นแหละ
นมยวน...เฮ้ยไม่ใช่ นมยาน..ก็ไม่ใช่ นมภาดา..นม กระเทย..

นมดำ กรำงานนนนนนนน..........







---------------------------------------------------------------------------


นำโดม




และแล้ว ในคืนวันที่ 8 ของค่าย พวกเราก็มีการประกวดตั้งชื่อศาลากัน โดยมีกฏข้อแม้ว่าในชื่อ จะต้องมีทั้งส่วนที่บ่งบอกถึงธรรมศาสตร์ และส่วนที่บ่งบอกถึงชาวบ้านแหลมป้อม อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ชื่อศาลานมดำ ศาลากรำงาน ศาลา โดม ปกร รำ ล้วนถูกปฏิเสธทิ้งไปตั้งแต่ทีแรก จากนั้น บางคนเสนอชื่อ ศาลาประชาธรรม บ้างเสนอ โดมน้ำเค็ม  ป้อมขวัญโดม แล้วก็อะไรต่อมิอะไรโดมอีกมากมาย.. ผมเผอิญ เกิดไอเดียขึ้น แอบพูดเบาๆ ให้ไอ้สิงห์ฟังว่า “เฮ้ยถ้านมดำไม่ได้ งั้นเอานำโดม ก็แล้วกัน..” ตอนแรกก็กะจะพูดขำๆ แต่ปรากฏว่าไอสิงห์กลับหันขวับมาทำตาลุกโชน รีบประกาศก้องต่อที่ประชุมว่า ขอเสนอชื่อ “ศาลาแหลมป้อมนำโดม” โดย ”นำโดม” ในที่นี้ นอกจากผวนมาจากคำว่า “นมดำ” แล้ว ยังหมายถึงการที่ ค่ายคราวนี้ ได้ ”นำ” พาพวกเราชาว ”โดม” ให้มาพบกับชาวบ้านที่แหลมป้อม อีกทั้ง “นำ” พวกเรามาค้นพบตนเอง ค้นพบความหมาย และความจริงอีกหลายๆ ประการของชีวิต.. ฉันรักธรรมศาตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน.. ดังนั้น ผู้ “นำ” ของชาว “โดม” ที่แท้จริงย่อมสมควรเป็นประชาชนชาวบ้านสืบไป..  

..ปรากฏว่าสุดท้าย ชื่อนี้ได้รับคะแนนเสียงโวตอย่างท่วมท้นเป็นเอกฉันท์.. ศาลานี้ จึงได้รับการขนานนามว่า “ศาลาแหลมป้อมนำโดม” อย่างเป็นทางการ..  แม้จะไม่ใช่สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตอะไร แต่ก็เป็นรอยเท้าน้อยๆ ที่พวกเราขอฝากเอาไว้ บนผืนผ้าแห่งประวัติศาสตร์.. เป็นก้าวแรกที่ไม่ใหญ่ไม่โต แต่ก็หวังว่าจะหยั่งลึก และมั่นคง..

อย่างน้อยๆ อีก 10 ปี 20 ปีให้หลัง.. พอเด็กน้อยมาคอยถาม ว่าศาลานำโดมนี้มีที่มาอย่างไร พวกเขาจะได้รับรู้ว่าครั้งหนึ่ง ชาวค่ายสุนามิ TU Inter กว่า 60 ชีวิต เคยมาร่วมนมดำ กรำงานกันที่นี่







คืนวันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ พวกเราได้เข้านั่งประชุมกันบนศาลาแหลมป้อมนำโดมเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่า หลังคาจะยังไม่ได้มุง พื้นจะยังไม่ได้ปู ผนังจะยังก่อไปได้แค่ครึ่งเดียว แต่ก็เป็นสถานที่ๆ ให้บรรยากาศอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก





ในคืนนั้น แม่แดงยังไม่ล่วงรู้ว่า คำว่า “นำโดม” จริงๆ แล้วผวนมาจาก “นมดำ” ดังนั้น ได้แต่กล่าวชมพวกเราไม่ขาดปาก ถึงน้ำใจไมตรี และมิตรภาพที่มีให้.. “แม่แดง ก็รักพวกหนูเหมือนลูกๆ.. ถึงแม้ แม่แดงจะสูญเสียลูกตัวเองไปกับคลื่น.. แต่อย่างน้อยๆ แม่แดงก็ยังมีพวกหนูๆ อยู่.... ตั้งแต่พวกหนูๆ มาถึง แม่แดงก็สามารถยิ้มได้ หัวเราะได้ ..ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้..ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้หัวเราะมานานแล้ว.. นี่พรุ่งนี้ พวกหนูๆ จะไปแล้ว แม่แดงก็ใจหาย..... แม่แดง...แม่แดงจะไม่มีวันลืมพวกหนู.. พวกหนูๆ เอง ก็อย่าลืมแม่แดงนะ.. คิดจะแวะมาเยี่ยมเยียนกันเมื่อไหร่ ก็แวะมาได้เสมอนะ... แม่แดงก็จะยังคงอยู่ตรงนี้แหละ.. เพราะพวกหนูยังคงเป็นกำลังใจให้.... แม่แดงเอง..ก็จะคอยยืนหยัดสู้ต่อไป..” แม่แดงกล่าวอำลากับพวกเราด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความเข้มแข็ง

หลายคนถือโอกาสการชุมนุมครั้งสุดท้ายนี้กล่าวแสดงความในใจต่อที่ประชุม มีไม่น้อย ที่พูดยกย่องนับถือในความเป็นนักสู้ของชาวบ้าน บ้างกล่าวขอบคุณในมิตรภาพที่มีให้ บ้างประทับใจในความสามัคคีของเพื่อนๆ ที่มาด้วยกัน

สำหรับตัวผมเอง จำได้ว่ากล่าวออกไปดังนี้

“..อยู่กรุงเทพนานๆ บางทีก็หลงลืมไป.. คิดว่าประเทศไทยมีแต่ ห้างสรรพสินค้า มีแต่ความสะดวกสบาย มีแต่คนมีอันจะกิน มีแต่นักศึกษาที่ได้รับโอกาสดีๆ มีแต่คนที่สามารถมุ่งไขว่คว้าตามหาความฝันของตน..

มาอยู่ที่แหลมป้อมนี่ได้ 10 วัน จึงเป็นการย้ำเตือนสำนึก.. ว่าที่นี่ต่างหาก คือประเทศไทยที่แท้จริง.. ผู้คนส่วนใหญ่ ยังคงขาดแคลน และยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม..

จะอย่างไรก็ตาม ยังสามารถสัมผัสได้ว่าประเทศนี้ยังคงมีความหวัง เพราะ ณ วันนี้ ณ ที่นี้ ยังมีคนที่กล้ายืนหยัด เสียสละ ต่อสู่ เพื่อความถูกต้อง.. คนอย่างแม่แดงกับชาวบ้านแหลมป้อม คนอย่างสิงห์กับสมาชิกชาวค่ายในที่นี้ทุกคน.. ผมอยากบอกว่า ผมทราบซึ้งในน้ำใจไมตรี ที่ทั้งหลายมีต่อกัน และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนยังคงยืนหยัดเข้มแข็งต่อไป..”

..คำกล่าว ปิดท้าย ของวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ประธานค่าย..

“.. ศาลาที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันสร้างจนเกือบเสร็จในวันนี้ จะว่าสำคัญมั้ย.. ก็สำคัญ.. แต่กลับไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด.. ศาลานี้ สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่สิ่งก่อสร้าง.. แค่อิฐ แค่ปูน..

สิ่งที่สำคัญจริงๆ กลับเป็น สิ่งที่พวกเราแต่ละคนได้กลับไป อยากให้ค่ายนี้ได้เป็นประสบการณ์ เปิดหูเปิดตา.. ให้หลายๆ คนได้หวนคิดถึงมัน และใช้มันในฐานะเครื่องตอกย้ำ ว่า คุณ ก็สามารถทำได้ หากคิดจะทำ.. ใช้มันในฐานะ ก้าวแรก.. ที่จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงตนเอง..ทำในสิ่งที่มีคุณค่า..อาจจะเพื่อสังคม..หรือเพื่อพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นก็ได้.. 10 วันนี้ เรามาค่าย เราสร้างศาลาได้สำเร็จ หลังหนึ่ง.. แล้วลองคิดดูสิว่า ในชีวิตอันยาวไกลของพวกเรานี้ ยังเหลืออีกตั้งกี่ปี.. ยังสามารถสร้างอะไรให้สำเร็จได้อีกกี่อย่าง..”

......

พวกเราเดินทางกลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ ไม่กี่วัน ก็กลับมาเดินสยาม กิน ibery ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ เที่ยวทองหล่อกัน ตามวิถีชีวิตดั้งเดิม

..นมของหลายๆ คน กลับมาแดงสดใสอีกรอบ..

น้องผมพร่ำพรรณนาให้ฟังหลายครั้ง ว่าค่ายนี้ประสบความสำเร็จก็จริง แต่อยากทำอะไรให้เกิดผลกระทบที่ยั่งยืนกว่านี้

ผมก็เข้าใจมัน แต่ก็ได้แต่ถอนใจเฮ่อ.. แล้วก็บอกกลับไป การเปลี่ยนแปลงคนไม่ใช่เรื่องง่าย สอนหนังสืออยู่ทุกวัน ข้ารู้ดี มันต้องใช้เวลา.. อีกอย่าง คนเราเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ บางครั้งมีแต่ตัวเขาเองเท่านั้นที่จะล่วงรู้..

การกรำงานที่ค่ายสุนามิ 10 วัน ได้ฝากรอยดำไว้ที่นมของวัยรุ่นไทยผู้เข้าร่วมทุกคน ถึงแม้มันจะไม่ใช่การทำสีนมอย่างถาวร เพียงปล่อยไว้ไม่นานก็กลับมาแดงใหม่ แต่ผมก็เชื่อเหลือเกินว่า ความดำของนมนั้น เมื่อบังเกิดขึ้นแล้ว ย่อมหายไปไหนง่ายๆ
มันอาจเพียงซุกตัวอยู่ในซอกหลืบซ่อนเร้นของหัวนมพวกเธอและเขาเหล่านั้น

..ซุปเปอร์แมน ไม่ได้ใส่กางเกงในไว้ข้างนอกตลอดเวลา..

เบื้องลึกแล้ว เจ้าของนมย่อมตระหนักดี.. เมื่อถึงวันเวลาที่สถานการณ์เรียกร้อง นมของพวกเขาจะพร้อมเปลี่ยนกลับมาเป็นสีดำได้อีกครั้ง






-----------------------------------------------------------------------







  « แค่ไหน   ประกาศ รวมเล่มได »
  22 Comment




Comment message

เติม/konpa77@hotmail.com Post date : 18/06/2008 14:35:20 น.
Comment : 3338 x

ผมมีโรงสกรีนเล็กๆทำเองน่ะคับ ถ้ามีงานการกุศลหรือช่วยเหลือใครก็บอกกันบ้างคับ  ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนเหมือนกันคับ ยินดีคับ อ่านแล้วเพลินมาก


เหอๆ Post date : 09/07/2006 22:25:18 น.
Comment : 1981 x

ค.ห. ข้างล่าง

เรารู้นะ ว่านายเซิทคำว่าไร


555
da Post date : 17/02/2006 00:41:48 น.
Comment : 1169 homepage x

อะนะ

เรา เข้า google เจอนะ

ไดน่ารักดีนะ
Ryob Post date : 14/02/2006 05:40:49 น.
Comment : 1154 homepage x

ชอบตอน นมดำกรำงาน 3 อ่ะ ซึ้งๆ ตลกๆ แง่วๆ ดีคับ
ขอหนับหนุน ความคิดสับดลของพี่ต่อไปนะ
จนกว่าท้องฟ้าจะเปลี่ยนเป้นสีสะเกดนะคับพี่แทนไท

Step one is not everyone
คนผ่าน.... Post date : 06/02/2006 19:57:23 น.
Comment : 1127 x

ผ่านมาเจอ  อ่านแล้วรุสึกประทับใจและ"ขำ"


คนดีคงอยู่สินะ
gothgirl Post date : 25/01/2006 00:47:55 น.
Comment : 1029 homepage x

สุดยอดดดดดดดดดดด
nong_llws@hotmail.com Post date : 18/01/2006 12:55:05 น.
Comment : 996 x

น่ารักดีค่ะ
ควายจิงๆ Post date : 17/12/2005 10:37:10 น.
Comment : 891 x

ทำสนติงอะไรกันวะเนี้ยกุจะอ๊วก
Daow+_+ Post date : 13/10/2005 03:03:40 น.
Comment : 803 x

If J.K. Rowling has a magic of "imagination" leader, I would say that you also have that magic plus a power of "realization" leader.

"...มีความสามารถและความกล้าเพียงพอที่จะทำความคิดของตนเองให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้นได้อีก เท่านั้นยังไม่พอ ยังสามารถทำตนเป็นแรงบันดาลใจผลักดันคนรอบข้างให้ลุกขึ้น สำรวจเปลี่ยนแปลงตนเองได้อีกด้วย..."

์Not only your bro, but you  also do. Remember there are many ways to go to Peru...

Keep it up... :-)
tee Post date : 10/10/2005 20:01:04 น.
Comment : 795 x

hola from vienna p' tan,
u wrote it damn good wa p'tan.. made me REALLY really really miss the camp indeed.
hope we, the camper, could do whatever things like this tsunami camp again.

good luck to you all.
casanoviez* Post date : 07/10/2005 15:49:09 น.
Comment : 788 homepage x

ได้ทำประโยซ
แล้วดูแฮปปี้กัลจัง
แหะๆ
แทคแคค่ะ
มิส
PS: พี่สิงห์น่ารัก
dowpradupfar Post date : 05/10/2005 23:24:04 น.
Comment : 787 homepage x

ข้าเป็นคนนึงที่ได้อ่านไดท่าน
มาเปนเวลานานแสนนานแล้ว
ชอบที่ท่านเขียนมากบางครั้ง
ข้าก้อได้แง่มุมดีดีจากท่านด้วยนะ  แต่ข้าไม่เข้าใจอยู่อย่างทำไมท่านชอบดองไดนานด้วยนะ
PS*ท่านจะรวบรวมไดท่าน
เปนเล่มด้วยหรอ  อยากอ่านจัง
บุญชิตฯ Post date : 04/10/2005 16:46:12 น.
Comment : 786 homepage x

ข้าได้พบเห็นมนุษย์มากมาย

ตั้งหน้าตั้งตาด่าสังคมไทย
ด่าระบบการศึกษาไทย
ด่ารัฐบาลไทย
ด่ากฎหมายไทย
ด่าระบบราชการไทย
ด่าหนังไทย
ด่าเพลงไทย
ด่ามวยไทย

ไปจนกระทั่งด่าก๊วยเตี๊ยวผัดไทย...

(แมร่งใส่กุ้งตัวเท่าหนอนเงาะ)

พวกเขาไม่พอใจในสิ่งที่อยู่รอบ สิ่งที่อยู่ข้างหน้า และข้างหลังเขา

แต่สิ่งที่เขาทำหลังบริภาษ
คือการล๊อกออฟ และปิดเครื่อง

และไปเวียนว่าย พลางแช่งชัก อยู่กับสิ่งที่เขาไม่พอใจ ที่เขาประณามเช่นนั้น

.....

คนเช่นเจ้า เพื่อนเจ้า พวกเจ้า
ไม่จำต้องบ่น ไม่จำต้องพูด
เจ้ามองเห็นสิ่งที่ดีกว่าอยู่ในหัว
และรู้ว่าจะทำอะไร

และลงมือทำสิ่งนั้น...

แม้มันเป็นสิ่งเล็กๆ
เพียงเปลี่ยนไม้เป็นเรือน
เปลี่ยนใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เป็นรอยยิ้ม

เจ้าไม่ใช่ชายผู้มาเปลี่ยนแปลงประเทศ เหมือนคุนิมิตสึ

แต่สิ่งที่เจ้าได้ทำ มันก็เป็นการเปลี่ยน

และมันยังอาจส่งผลต่อไปได้เรื่อยๆ

....

ชีวิตสามสิบปีที่ผ่านมา

แทนไท และวรรณสิงห์
และชาวค่ายที่ข้าไม่รู้นาม

ข้านับถือพวกเจ้า...
pa-roy-poy-poy-poyyyyyy Post date : 02/10/2005 08:47:58 น.
Comment : 785 x

hia TAAANNNNNNNN~~~~ apparently ur nipples r still very black indeed!  glad that it is so!  miss you muchos!  will be back soon~  great there is someone like you to document our adventures down south!!!  glad to hav met you!!!
peipei Post date : 30/09/2005 22:16:58 น.
Comment : 784 x

เชื่อไหมว่าข้าใช้เวลาเกินกว่าครึ่งชั่วโมงในการอ่านไดหน้านี้ของท่าน
แต่นับว่าเป็นสิ่งที่ข้าประทับใจในตัวท่านและชาวค่ายจริงๆ
เสียดายข้าไม่ได้เข้าร่วมวงแก๊งถ้ำมองเพื่อความเจริญอาหารด้วย
ท่านนุมะตะนี่ประเสริฐยิ่งนัก ข้าน้อยนับถือ
*ต้องเดินพลิกศพขึ้นมาทีละศพ ลุ้นแล้วลุ้นอีก ว่าคนตายจะใช่พ่อแม่พี่น้องของตนเองหรือไม่
ข้าอ่านแล้วรู้สึกสลดใจยิ่งนัก T_T
ถ้าท่านมีโอกาสอย่าลืมเอาเพลงมาให้ฟังมั่งนะ
รูปสุดท้ายของท่านและท่านสิงห์โพสต์ท่าได้เหมือนเป็ดมาก นับถือๆ
*ก่อนจากไป ข้าน้อยขอคารวะท่านด้วยชาจอกนี้.. กรึ๊บๆๆ
ชะเอม -aim Post date : 28/09/2005 05:11:24 น.
Comment : 780 x

ยังคงคิดถึงคืนที่ร้อง Black Indeed ตลอดไป

ขอบคุณที่ไปค่ายครับ...
ตอนนี้นมเอมเป็นสีชมพูแข็งแรง แต่ใจกลับห่อเหี่ยวต่างจากตอนทีอยู่พังงา แม่นมจะดำช้ำกรำ แต่ใจพองโต

ดูรูปแล้ว ลองรื้อฟืนความทรงจำแล้ว อยากหมุนเวลากลับไปมาก

ถ้าไม่ใช่เราแล้วใคร ถ้าไม่ใช่ตอนนี้เมื่อไหร่... อยากรวมตัวคนรักชาติอย่างนี้อีกบ่อยๆ... ถึงน้อยก็กนึ่งให้พึงใจ... ประเทศไทยจะก้าวไปเพราะตัวเรา
อ้อมใจ Post date : 27/09/2005 21:05:09 น.
Comment : 779 x

น่าประทับใจจัง :)
อนุโมทนากับแรงกายแรงใจของแทนกับน้องๆที่ลงไปช่วยกันด้วยนะจ๊ะ :)
POO Post date : 26/09/2005 20:55:34 น.
Comment : 778 homepage x

โอ้ว์.....เปี่ยมความรู้สึกมากมายเลยแฮะ
"การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย!!!"
มันต้องค่อยเป็นค่อยไป
......



Biggie Post date : 26/09/2005 17:22:06 น.
Comment : 777 homepage x

Everytime I read your diary, it makes me want to go back to Ithaca and Thailand at the same time!
Post date : 25/09/2005 21:30:11 น.
Comment : 776 x




อ่านแล้วสุดๆไปเลยพี่แทน
อ่านแล้วอยากไปนมดำมั่ง
อยากช่วยคนมั่งอ่ะ

เอาจริงๆ เด็กกรุงเทพสบายเกินไปแล้วอ่ะ 555+



Singha Post date : 25/09/2005 13:04:59 น.
Comment : 775 x

What we've achived over that 10 days will always remain in our heart.
You are a great story taler, my brother.
I started this camp because I love Thailand and it made me love Thailand even more. And with the situations that are going on in Thailand, I could never sleep well staying here in Canada.
Revolution is coming.

Every power falls...
น้องอุ๊งอิ๊ง Post date : 24/09/2005 20:58:28 น.
Comment : 774 x

พี่แทน แต่งงานกับหนูเถอะ




February 2008
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  
             


  เอเลเม็นท์ความน่ารำคาญ
  เทศกาลภาพพะยูนต์
  เจ้าชายอิสระกับความพอด..
  ยีบัดที่หายไป
  ประกาศ รวมเล่มได
  นมดำ กรำงาน 3 : ตอน อว..
  แค่ไหน
  นมดำ กรำงาน 2 - ภาค ยี..
  นมดำกรำงาน - Introduct..
  เจ็บวน
  อัดอั้น
  FAT LIVE #5 โจอี้ ปาร์..
  ขอบฟ้า
  รูทวารกรรแสง
  morality
[ « 0 1 2 3 4 5 » ]

  Comment here
  name/email
 
 
  message Icon toy
 
 
   


    [ ส่งเมลล์ถึงเจ้าของไดอารี่ | แอด:yeebud -> diarylist | แนะนำได:yeebud ให้เพื่อนๆ ]
    PRIVACY POLICY | DISCLAIMER | HELP | ADS | CONTACT
    COPYRIGHT © 2000-2007 STORYTHAI.COM., ALL RIGHT RESERVED.