นมดำกรำงาน - Introduction to Life 101
post date :
19/07/2005 05:55:09
ตอนที่ 1 : ค่ำคืนที่ไม่ธรรมดา
มันเป็นเวลา 2 ทุ่มครึ่ง ของคืนเดือนเสี้ยว ดาวเต็มฟ้า ลมจากทะเลยังคงพัดโชยมาชิวๆ ไหลๆ ไม่ขาดสาย
ในคืนปกติ ณ สถานที่แห่งนี้ ในเวลาเช่นนี้ มักจะมีก็แต่เพียง เสียงของหรีดหริ่งเรไร เสียงใบมะพร้าวเสียดสีกันตามแรงลมเป่า คละเคล้าระคนไปกับเสียงน้ำตาของชาวบ้าน และเสียงกรีดร้องของเหล่าวิญญาณผู้ไม่เคยได้รับคำอธิบายใดๆ จากพระแม่เนเจอร์ ก่อนที่เธอจะทวงกลืนกายเนื้อของพวกเขา กลับคืนสู่ผืนทราย
ทว่าคืนนี้ ..นี่มัน..ไม่ใช่คืนปกติ..แน่ๆ
ในค่ำคืนนี้ หากท่านเป็นมนุษย์ต่างดาวที่บังเอิญขับยานผ่านชายหาดของ ชุมชนแหลมป้อม ตำบลบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ภาคใต้ ประเทศไทย ทวีปเอซียตะวันออกเฉียงใต้ ดาวเคราะห์โลก ระบบสุริยะ กาแล็กซี่ทางช้างเผือก สิ่งที่ท่านได้ยิน จะสามารถเป็นเครื่องยืนยันถึง อารยธรรมอันรุ่งเรืองของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เป็นอย่างดี
...นมดำ...กรำงาน...นมดำ...กรำงาน...โอส..โอส...โอลล..โอล่า...ร้ายกาจ...หิน..หิน...ทราย...ทราย... น้ำ...น้ำ... บุหรี่....บุหรี่....นุมาตะ...นุมาตะ...โรมัน...เปรู...แมนจู...อ๋อ ไอที่เป็นทีมบอลอะนะ...อะ นั่นมัน แมนยู...โอ้ววว..
..หากว่านายเจ็บ ฉันก็เจ็บ เพื่อนเจ็บ ฉันก็เจ็บ เหมือนกัน...นัน พังงา ครับ นันพังงา...โอ๊ล้า โอล่ะ โอ่ ลัลลัลล้าไปทะเล....ตั๊ก BE ครับ ตั๊ก BE.. จีบสาวแล้วเซ็ง..เล็งตุ๊ดดีกว่า.. สุดท้ายย...เรื่องราวว... เจ้าของเดียวกับ โอซาก้า...scratch that shit man..
Happy Birth Day to the Floor โอ้ว โอ้ว...Black Indeed...Black Indeed....very very black indeed...ติ๋มว่ะสาดดด..Pillar..
คนที่ไม่รู้อะไร อยู่ดีๆ ได้ยินเสียงเหล่านี้ คงคิดว่า แม่งงี่เง่าอะไรกันวะ ไม่เห็นจะรู้เรื่อง ยีสต์จิง แต่สำหรับ ชาวค่าย TU to Tsunami ร่วมเกือบ 60 ชีวิต เสียงเหล่านี้ช่างเป็นเสียงที่...............อืมม.........ก็ งี่เง่า นั่นแหละถูกแล้ว........แต่ทว่า ในความงี่เง่าเหล่านั้น กลับมีความหมายอันลึกซึ้งซ่อนอยู่อย่างน่าประหลาด
ข้าก็คนหนึ่งล่ะ ที่โดนมนต์สะกดเข้าไปเต็มเปา พอสิ้นเสียง ทราย! ทราย! ทราย! ... ข้า หนุ่มตั๊ก หนุ่มสิงห์ และหนุ่มอื่นๆ ในสภาพกรำเหงื่อกรำโคลนอย่างร้ายกาจ ก็จะกรูกันเข้าไปที่กองทรายพร้อมกับอุปกรณ์การขุดคู่ใจ ไม่ว่าจะเป็น พลั่ว จอบ และแม้กระทั่งขาหน้า พวกเราใช้มันขุด ขุด ขุด อย่างบ้าคลั่ง และเมื่อได้ทรายเต็มปุ้งกี๋ คุณนุมาตะ ก็จะพุ่งเข้ามายกมันไปส่งต่อให้ กับแม่ปอย แม่ปอยส่งต่อให้กับ DJ bad economist DJ ส่งให้แม่มิ้น แม่มิ้นส่งต่อ....นัน พังงา เอาทรายเทใส่เครื่องผสมปูน...ปูนที่ผสมแล้ว ถูกบรรจุใส่ถัง ยายแพนยกถัง ส่งต่อให้ หนูเกี้ยว หนูเกี้ยวส่งต่อให้ภาดา ภาดาส่งให้ชาวจีน ต่อให้คุณเอ้....หนุ่ม Iced T เทปูนลงพื้น..ช่างชาวพื้นเมือง ใช้ไม้ปาดปูนให้เรียบ...จากนั้นก็.. หิน! หิน! หิน!...แล้วพวกข้า หนุ่มสิงห์ หนุ่มตั๊ก และหนุ่มอื่นๆ ก็จะกรูกันเข้าไปที่กองหิน...แล้วก็ ขุด ขุด ขุด... มันคือ assembly line ในตำนาน อย่างแท้จริง..
(ตำแหน่งการส่งต่อเป็นเพียงสมมุติขึ้นเท่านั้น ของจริงจำไม่ได้แล้ว)
กว่า 50 ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ หรือสาวสมัยใหม่ร่างบาง พวกเราต่าง ร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้าน ช่วยกันกลั่นเหงื่อเป็นเชื้อเพลิง เติมไฟชีวิตให้กับสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล พวกเรากรำงานกันภายใต้แสงจากตะเกียงดวงจิ๋วไม่กี่ดวง กล้ามเนื้อสั่นระริก เหงื่อไหลเป็นทางไม่ขาดสาย ปากพร่ำตะโกนอื้ออึงเหมือนอึงอื้อ ไม่ได้ศัพท์ แต่ใจกลับนิ่งแน่วและสัมผัสแน่ได้ถึงคุณค่าบางอย่าง
ข้าจำได้ไม่ชัดเจน แต่รู้สึกว่าในหนังเรื่อง มหาลัยเหมืองแร่ จะมีอยู่ประโยคนึง ที่ตัวเอกบรรยาย ประมาณว่า ผมกรำงานหนักในเหมืองทุกวัน เพื่อให้รู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง
มันเป็นความสุขที่เรียบง่าย... ตื่นเช้ามาไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ขอแค่....กรำงานให้นมดำที่สุด... ช่วยเหลือผู้อื่นให้มากที่สุด...กินข้าวให้อิ่มที่สุด... ขี้ให้สุดตูดที่สุด.... เล่นงี่เง่าให้สนุกที่สุด...และนอนหลับให้สนิทที่สุด... เรียบง่าย.. โดยไม่ต้องใช้น้ำยาปรับผ้าเรียบใดๆ
ความสุขนี้ ข้าได้สัมผัสกับมันอยู่เกือบ 10 วัน ที่ค่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยสุนามิ ชุมชนแหลมป้อม จังหวัด พังงา
|
 |
บรรยากาศการกรำงานยามค่ำ ในคืนวันที่ 8 ของค่าย |
|
 |
|
|
 |
|
|
 |
assembly line ในตำนาน ช่วยกันเทปูนเพื่อทำพื้นอาคาร |
|
 |
เหนื่อยนักก็พักซะหน่อย |
|
 |
ทั้งคนหนุ่มคนสาว ต่างดื่มด่ำเริงใจ ไปกับผลสำเร็จของงาน ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจ |
ตอนที่ 2 : จุดเริ่มต้น
หลังเหตุการณ์สุนามิมาร่วมเกือบ 7 เดือน สิ่งก่อสร้างที่พวกชาวบ้านที่นี่อาศัยอยู่กัน ยังไม่ใช่สิ่งที่เรียกได้เต็มปากว่า บ้าน จากสภาพที่เห็นเมื่อไปถึง (ซึ่งดีขึ้นกว่าเมื่อหลายเดือนก่อนหลายเท่า) พวกเขาและครอบครัว ยังคงหลับนอนกันในเต็นท์ ซึ่งกางไว้ในโครงบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จอีกทีหนึ่ง มิหนำซ้ำ ที่ดินซึ่งเคยอยู่กินกันมาหลายชั่วคน บัดนี้ กลับตกเป็นกรณีพิพาทกับนายทุน (บริษัทฟาร์อีส) ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลตัดสินจากศาลจะออกมา เป็นเช่นไร ในกรณีที่ย่ำแย่ที่สุด บ้านที่พวกเราไปช่วยเขาสร้างกัน อาจจะต้องถูกรื้อถอนทิ้งในอนาคตก็เป็นได้
วันหลังจากที่คลื่นยักษ์ถล่ม แม่ๆ หลายคนพยายามจะเข้าไปหาศพลูกตัวเอง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่กลับถูกบริษัทนายทุนล้อมรั้ว อ้างว่าไม่ให้เข้ามาบุกรุกใน บริเวณที่ดินของเขา
ตั้งแต่ก่อนหน้าสุนามิแล้ว ที่ชาวบ้านถูกกดดันให้ย้ายออกจากที่ทำกินดั้งเดิมของตน บ้านบางหลัง วันดีคืนดี ก็ถูกพังราบแล้วเทดินกลบซะอย่างนั้น หลังจากภัยธรรมชาติกระหน่ำซัด ชาวบ้านยังต้องเจอกับภัยมนุษย์กระหน่ำซ้ำ ฝ่ายรัฐอ้างไม่สามารถก้าวก่ายที่ดินซึ่งยังกำหนดกรรมสิทธิได้ไม่ชัดเจน บ้านไม่สร้างให้ น้ำไม่ต่อให้ ไฟไม่ต่อให้ รถขยะไม่มาเก็บ สาธารณูปโภคทั้งหลายที่ ชาวบ้านได้รับกัน ส่วนใหญ่ล้วนมาจากเอกชนบริจาคทั้งสิ้น นักข่าวที่เข้าไปทำข่าวบางคนถูกเก็บ เด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ดีๆ ก็มีคนไปเจอผูกคอตายโดยไร้สาเหตุ ซากปรักหักพัง ยังคงเกลื่อนกลาด เต็มบริเวณ เรือและอุปกรณ์หากินอื่นๆ ถูกทำลายไปพร้อมกับคลื่น อุตสาหกรรมประมงและท่องเที่ยวถูกทำลาย ไม่มีงานให้ทำ ที่ข้างเสาของโรงอาหาร มีรูปถ่ายของ บุคคลอันเป็นที่รักซึ่งตายจากไปแปะเตือนใจ (ชาวบ้านเคยอยู่กัน 150 คน ตายไปกับคลื่น 50 คน )
ได้ยินมาว่า หลายคนเสียสติ หลายคนยังคงร้องไห้ทุกคืน แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังเข้มแข็ง
หัวหน้าผู้นำชุมชน แม่แดง และ ผู้พันตึ๋ง ยังคงยืนยันที่จะหยัดยืน นำชาวบ้านต่อสู้ เพื่อให้ พวกเขาสามารถกลับมาทำมาหากิน บนแผ่นดินของบรรพบุรุษ ได้ต่อไป
 |

ผู้พันตึ๋ง (ซ้าย) และแม่แดง (ขวา) |
ไอ้น้องชายของข้าและผองเพื่อนของมันบางคน เป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกๆ ที่ข้ารู้จัก ที่ได้ลงมาสัมผัสกับเรื่องราวของชาวบ้านแหลมป้อมด้วยตนเอง และนำมาถ่ายทอดให้ คนสนิทชิดเชื้อได้รับฟัง
สายใยระหว่างเพื่อนมนุษย์ และความเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกที่ควร ชักนำให้พวกเขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องระดมทุนจัดค่ายอาสา นำเพื่อนพี่น้องชาวธรรมศาสตร์อินเตอร์ลงมาช่วยเพื่อนร่วมชาติที่นี่ให้ได้
..และแล้วในที่สุด พวกเราก็ได้มากัน..
จากเซ็นเตอร์พอยท์ จุดศูนย์กลางความสะดวกสบายทางวัตถุ
สู่เซ็นเตอร์ป้อม จุดศูนย์กลางความสะบักสะบอมทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ
..ถ้าไม่ใช่เราแล้วจะเป็นใคร ถ้าไม่ใช่บัดนี้แล้วจะเมื่อใด..
ไอ้สิงห์น้องชายข้า มันบอกไว้เยี่ยงนี้
|
 |
 |
บรรยากาศการเร่ไรเงินที่สยาม วันอาทิตย์ที่ 19 มิ.ย. 48 เที่ยง-ทุ่ม |

น้องสาวพี่บอยโกสิยพงษ์ ก็มาช่วยด้วย |
 |
 |
|

การจิ้มนมเป็นหัวใจของการรับบริจาค |
 |
ท่านั่งพูดทรโข่งสไตล์โรมัน |
 |
 |
|
 |

การชูป้ายสไตล์โรมัน |
|

เย่! ใครว่าคนกรุงแล้งน้ำใจ |
 |
|
 |
 |
|
 |
 |
ไปนั่งนับเงินกันที่ร้านบ้านหญิง |
|
 |
 |
ยอดบริจาคตกประมาณ 3 หมื่นกว่าแน่ะ โหหห!! (ค่ายนี้รวบรวมเงินบริจาคจากทุกแหล่งได้ประมาณรวมแล้ว 4 แสนบาท) |

โอ้ววว...อ้าา.. |

เงิน! เงิน! เงิน! |

เอาไปซื้อโรตีกินดีกว่าโว้ย! |
ตอนที่ 3 : ในใจ.. ก่อนไป
โดยอารมณ์ส่วนตัวของข้าเอง การตัดสินใจลงมาพังงาคราวนี้ ต้องยอมรับแต่โดยดีว่า โดยจุดเริ่มต้นของมัน ไม่ได้โฟกัสอยู่ตรงการลงมาช่วยชาวบ้านเท่าใดนัก (เรื่องราวของชาวบ้าน ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในจิตใจ หลังจากที่ได้มาถึงค่ายแล้ว)
ไม่ใช่เพราะ เป็นคนใจยักษ์ใจทมิฬมาจากไหน หากแต่เพราะรู้สึกว่า โดยชีวิตปกติประจำวัน เราก็ได้ช่วยคนรอบตัวเราอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ด้วยการมอบความรู้และความรักให้กับบรรดาเด็กน้อยนมดำๆ ทั้งหลายที่โรงเรียน
การจะเปลี่ยน หรือไม่เปลี่ยนบทบาท จากที่ปกติช่วยนักเรียนสร้างพื้นฐานทางปัญญา ไปเป็นช่วยชาวบ้านแหลมป้อมสร้างพื้นเรือน มันก็คงจะไม่ได้สลักสำคัญเท่าใดนัก ก็คงเหมือนการที่พระภิกษุสักรูปสามารถเดินผ่านขอทานไปได้โดยไม่ต้องให้ตัง แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดด้วย
นั่นคือความคิดแรกเริ่มก่อนที่จะมาค่าย (ภายหลังจึงได้ตระหนักว่า นักเรียนเรานี่ ถ้าเราไม่อยู่ มันกลับร่าเริง แต่สำหรับชาวบ้านนี่ ถ้าเราไม่ไปช่วยเขา เขาก็(เกือบจะ)ไม่มีใครแล้วจริงๆ)
ช่วงสองสามอาทิตย์ก่อนที่จะออกค่ายนั้น สภาพจิตใจของข้ามันค่อนข้างสั่นคลอน เดี๋ยวสุขมาก เดี๋ยวทุกข์มาก หาจุดยึดเหนี่ยวไม่ค่อยได้ ละม้ายคล้ายกับผู้หญิงที่กำลังมีผู้ชายหลายคน (men)
ไหนจะเรื่องความรักที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ (ไดตอนที่แล้ว : เจ็บวน) ไหนจะเรื่องงานการที่คั่งค้าง และไม่ได้ดั่งใจ ไหนจะเรื่องความฝันซึ่งไล่ตามเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนวิ่งอยู่กับที่ ความเหนื่อย ความท้อ ความสับสน ความอ่อนแอ มันเกาะกินในจิตใจ จนยากที่จะมองออกได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเรา หายไปอยู่ตรงไหนเสีย
การไปค่ายครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะหวังว่า ลมพังงา จะช่วยปัดเป่า เศษผงในดวงใจเหล่านี้ ให้หลุดลอยผ่านพ้นไป ให้ใจนิ่งสะอาด และกลับคืนมาเข้มแข็งแดงแจ๋ได้อีกสักครา
อีกประการหนึ่ง ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะได้ช่วยสนับสนุนน้องชาย ซึ่งช่วงหลังนี้ทำตัวได้น่าสนับสนุนเหลือเกิน
ไหนจะจิงจังกับการเรียน การงาน การกรำความคิดเพื่อพัฒนาเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดี แถมยังมีความสามารถและความกล้าเพียงพอที่จะทำความคิดของตนเองให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้นได้อีก เท่านั้นยังไม่พอ ยังสามารถทำตนเป็นแรงบันดาลใจผลักดันคนรอบข้างให้ลุกขึ้น สำรวจเปลี่ยนแปลงตนเองได้อีกด้วย โอ้ว ไม่นึกเลยว่าเด็กอ้วนนมบอดในอดีตคนนั้น จะสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นบุรุษหนุ่มผู้เปล่งประกายจรัสแสงออกมาจากภายในได้อย่างเจิดจ้าถึงเพียงนี้
พี่ชายก็อยากจะให้น้องชายรับรู้ไว้นะ ว่าถึงแม้พี่ชายจะเลือกเส้นทางเดินชีวิตที่ค่อนข้างแตกต่างจากน้องชายอยู่พอสมควร แต่พี่ชายก็เข้าใจและเห็นด้วยเสมอมาในสิ่งที่น้องชายกำลังพยายามกระทำอยู่ และเมื่อมีโอกาสพี่ชายก็พร้อมที่จะสนับสนุนน้องชายอย่างสุดความสามารถของตน เท่าที่กำลังของคนอ้วนๆ คนหนึ่งจะอำนวยได้
คนเราต่างใจ ไม่จำเป็นต้องเลือกทำในสิ่งเดียวกัน ก็จริง แต่ถ้าสามารถเล็งเห็นเข้าใจ ถึงที่มาที่ไปและความสำคัญของสิ่งอื่นๆ ต่างๆ ที่คนอื่นเค้าทำๆ กันด้วย ก็จะเป็นการดี พอเข้าใจแล้ว ถ้าเกิดตะหงิดใจ อยากจะไปเปลี่ยนแปลงใครให้หันมาเลือกทำเหมือนเรา หรือเกิดอยากเปลี่ยนใจ หันไปทำตามคนอื่น.. อันนั้น ก็ไว้ค่อยว่ากันอีกที
ในชีวิตคนๆ หนึ่ง อาจจะมีโอกาสได้เดินทางไปเปรูเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งก็ต้องเลือกเอาว่าจะไปยังไง สำหรับข้าอาจจะเลือกไปโดยใช้เครื่องร่อน บนฟ้าอาจจะเปลี่ยวซักหน่อย แต่ก็จะได้ชมวิวจากมุมสูง ได้มองเห็นภูมิประเทศต่างๆ อย่างชัดเจนโดยองค์รวม
อย่างไรก็ตาม ถึงข้าจะนั่งเครื่องร่อนไป แต่ก็ไม่ควรที่จะ คิดทึกทักไปว่า นี่แหละเป็นวิธีเดินทางที่ไฮโซที่สุด ยังมีวิธีไปเปรูอีกหลายวิธี ซึ่งเราควรตระหนักรู้ ถึงการดำรงอยู่ ที่มาและความสำคัญ ของเส้นทางอื่นๆ เหล่านั้นด้วย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เลือกใช้มันก็ตาม แน่นอนว่าเส้นทางเหล่านี้ แต่ละแบบก็เหมาะสมกับคนแต่ละเพศแต่ละวัยแต่ละพื้นแต่ละเพ แตกต่างกันออกไป
อย่างบางคนที่ขาแข็งแรงหน่อย อาจจะเลือกวิ่งไป (คนอ้วนอย่างข้าขืนวิ่งไป คงขาดใจตายอยู่แถวบังคลาเทศ) ซึ่งถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ก็ดี เพราะถ้าเจออะไรสวยๆ ข้างทางก็สามารถเก็บมาเป็นที่ระลึกได้ หรือเจอขยะก็ช่วยเก็บไปทิ้งได้ แถมอาจจะได้เจอสาวสวยระหว่างทางอีกต่างหาก นอกจากนี้ก็อาจจะยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะไปเปรูได้ บางคนอาจจะใช้เวลาทั้งชีวิต นั่งประดิษฐ์เครื่องขนย้ายมวลสาร อาจจะสำเร็จตอนอายุ 70 แล้วค่อยใช้เครื่องนี้ บีม ตัวเองส่งไปเปรูในเสี้ยววินาทีเลยก็ได้ หรือบางคนอาจจะเลือกว่ายน้ำไป (จริงๆ ก็อยากไปเรือ แต่บ้านจนไม่มีปัญญาซื้อ) บ้างอาจจะขุดอุโมงค์ทะลุแก่นโลก เป็นอุโมงค์ ไทย-เปรู (เหมือนสะพานไทย-เบลเยี่ยม) ซึ่งก็จะได้ย่นระยะทาง แล้วก็พอใช้เสร็จแล้วก็สามารถเปิดบริการ ให้คนอื่นใช้ต่อได้ด้วย หรือบางคนอาจจะเลือกแบบ mixed ประมาณว่า เริ่มจากเดินก่อน พอเหนื่อยแล้วนั่งรถต่อ พอรถน้ำมันหมด ค่อยโบกรถ แล้วไปต่อเรือ แวะทำงานที่อียิปต์ซัก 2 ปี พอมีแรงมีตังอีกรอบ ก็ค่อยซื้อจักรยาน 3 ที่นั่ง แต่งเมียมีลูก แล้วก็พาถีบไปด้วยกัน.... ทั้งหลายทั้งแหล่เหล่านี้ ...แล้วถ้าเป็นคุณล่ะ จะเลือกไปเปรูด้วยวิธีการใด
ตอนที่ 4 : ออกเดินทาง
พฤหัสที่ 30 มิถุนายน เวลา 8.00 PM ...ก้าวแรก ที่ลงจากแท็กซี่ ข้างธรรมศาสตร์.. หอบหิ้วของพะรุงพะรัง ไม่รู้จักผู้ใดทั้งสิ้น (มีแต่เบอร์ของเด็กชื่อเอมเพื่อนไอ้สิงห์ ซึ่งเคยเจอกัน 1 ครั้ง) น้องชายตัวเองก็ดันล่วงหน้าลงไปก่อนแล้ว ในฐานะหัวหน้าค่ายซึ่งต้องไปตระเตรียมสถานที่ สุดท้าย ก็เลยเหลือแต่เรา และกลุ่มคนหนุ่มสาวท่าทางกระตือรือร้น อีกจำนวนมาก กำลังขนข้าวของสัมภาระ ขึ้นรถบัส กันอย่างสับบะรุนบุนช่า...
และท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเอง..ข้าก็ได้ยินเสียงอันแสดงออกได้ถึงความเป็นมิตร (แปลว่ายังไม่ได้แต่งงาน ถ้าแต่งแล้วจะเป็นมิตรซิส)
อ้าว พี่แทน สวัสดีค่ะ นี่อิมเองจำได้มั้ย
โอ๊ะ นั่นมัน พี่แทนในตำนานใช่มั้ยครับ
อ่าว น้องแทนมาด้วยเหรอ นี่พี่แฟนอาสันต์นะ
โอส พี่แทนนี่เอง โอวว มากะเค้าด้วยเหรอแก ยีสต์มาก
อืมมม... เราคิดว่าเราไม่รู้จักใคร แต่ดันมีคนรู้จักเรามากมาย ซึ่งมันก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้มากทีเดียว ..และแน่นอนว่า การพบปะผู้คนหมู่มากเยี่ยงนี้ มักจะเป็นเครื่องย้ำเตือนเราได้เสมอ ถึงปรากฏการณ์อันหนึ่งซึ่งน้อยคนนัก จะไม่เคยประสบ ... มันคือ..
..ความกลมอย่างร้ายกาจของดาวเคราะห์โลก..
-ตัวอย่างที่ 1-
น้องอิม หญิงสาวผู้ร่ำรวยไปด้วยขนคิ้วและรงควัตถุใต้ผิวหนัง ข้าได้ค้นพบว่า เธอผู้นี้ มีความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ไม่เคยรู้มาก่อนกับข้าถึง 3 ทิศทางด้วยกัน
1. เธอเป็นรุ่นน้องปี 1 ที่คณะเศรษฐศาสตร์อินเตอร์ ซึ่งไอ้สิงห์เรียนอยู่
2. เธอเป็นลูกพี่ลูกน้องกับน้องหนอนซี่งเป็นเพื่อนกับข้าที่คณะวิทยา จุฬา
3. เธอเรียนจบม. 3 ที่ อัสสัมชัญศึกษา ซึ่งข้าสอนอยู่ แถมยังเป็นรุ่นเดียวกับ บรรดาศิษย์รักของข้าที่เพิ่งจบม. 6 ไป ดังนั้นจึงรู้จักกับนักเรียนข้าหลายคนมาก
-ตัวอย่างที่ 2 -
น้องเกี้ยว หญิงสาวผู้ร่าเริงเหมือนเริงร่า เจ้าของรอยยิ้มที่กว้างถึง 20 เซ็นติเมตร เธอผู้นี้ เคยเป็นเพื่อนบ้านสมัยเด็ก ตอนข้าอยู่ตรัง เรียกได้ว่าเคยเห็นกันมาตั้งแต่ยังแบเบาะ แถมยังเคยเป็นกิ๊กกะลูกพี่ลูกน้องข้าด้วย โชคชะตาได้นำพาเราให้มาเจอกันอีกครั้ง เมื่อเธอเติบใหญ่เป็นสาวเต็มตัวแล้ว
-ตัวอย่างที่ 3-
อันนี้น่ามหัศจรรย์มากๆ กระเทยทำนมแล้วคนหนึ่งมีชื่อว่า ภาดา เป็นคนเพิ่งเคยพบกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่หลังจากได้พูดคุยแล้ว ปรากฏว่าเราช่างมีอะไรหลายๆ อย่าง ที่เหมือนกันโดยบังเอิญเสียนี่กะไร
1. เกิดในประเทศไทยเหมือนกัน
2. แม่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน
3. เวลากินส้มตำเข้าไป จะขี้ออกมามีเม็ดพริกติดอยู่เหมือนกัน
4. ตอนเปิดปากอยู่ ไม่สามารถพูดมอม้าได้เหมือนกัน
5. มีอัณทะ 2 ลูกอยู่บริเวณหว่างขาเหมือนกัน
...ระหว่างการเดินทาง 12 ชม. ตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึง 9 โมงเช้า.. เพื่อนที่ดีที่สุดของคนที่ยังไม่ค่อยรู้จักใคร อย่างกระผมก็คือ ipod.. สำหรับค่ำคืนเหงาๆ จะมีอะไรได้อารมณ์ไปกว่า การฟังเพลงไปด้วย เหม่อมองนอกหน้าต่างรถไปด้วย... แสงไฟสลัวๆ ริมทาง วิ่งผ่านสายตา ผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย..
...เรายังคงเดินทาง.. เดินไปอย่างอ้างว้าง.. ค่ำคืนที่แสนเลือนลาง.. ยังพอมีความสว่าง..
...และเมื่อทุกอย่าง... พร้อมจะจางหาย... ทุกๆ สิ่ง... รอวันสลาย...
...และเมื่อทุกอย่าง... พร้อมจะกลับกลาย..
...ตรงที่ฉันอยู่...
...นั้นรอการคลี่คลาย...
---ส่วนหนึ่งของเนื้อเพลง คลาย คณะ moderndog อัลบั้ม that song---
นั่งชิวดีๆ อองรีมาแซะ.. ความชิวของผมถูกสกัดดังจึ้ก เมื่อรถมาหยุดที่ ศูนย์อาหารขนาดยักษ์(เห็นทีแรกนึกว่าอาณาจักรโรมัน) แห่งหนึ่ง ในจังหวัดชุมพร ตอนประมาณตี 3..
อันคนเราจะชิวได้ก็ต่อเมื่อได้รับปัจจัย 4 ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ทว่าตอนนี้ ก็เสียงกระเพาะมันบอก บอกว่า ...ไอ้เชี่ย หิวโว้ยยย... ไม่ใช่แค่นั้น เสียงปอดมันก็ยังบอกด้วยว่า นิโคตีนนนน......ไอนี๊ด...นิโคตีนนนน... เพราะฉะนั้น ได้เวลาลงจากรถแล้วล่ะ
ป้าเอาข้าวไข่เจียวใส่หมูสับกับเห็ดหอม 1 กล่อง
ไข่เจียวชุมพรครับ ไข่เจียวชุมพร.. 5 นาที 40 บาท.. ไข่เจียวชุมพรครับ ไข่เจียวชุมพร กลิ่นของมันช่างเย้ายวนเหมือนยวนเย้า ความกรอบเค็มของไข่ ผสมผสานเข้ากับความเหนียวเคี้ยวมันของหมูสับและความนุ่มหยุ่นอย่างมีเอกลักษณ์ของเห็ดหอมได้อย่างลงตัว จนไม่น่าเชื่อ.. ผมสวาปามมันเข้าไปอย่างลืมเป็นลืมตาย... จนกระทั่งเวลาผ่านไป 10 นาที เขาเริ่มเรียกกลับขึ้นรถกันแล้ว.. เอ ทำไมกูยังกินได้ไม่ถึง 1 ใน 3 เลยวะ ไม่เป็นไร เอาไปกินต่อบนรถละกัน..
ผมนั่งจ้วงไข่อยู่บนรถสักพัก กลิ่นอันรัญจวนของมันก็เริ่มดึงดูดผู้คน มารายล้อมมากขึ้นๆ ทีละคนสองคน.. และแล้วมิตรภาพก็เริ่มต้นขึ้นจากที่นั่น
เฮ้ย เอม ชิมมะ
อืมมม ได้เลยพี่...ไหนลองซิ..หืมม ใช้ได้เลยๆ หรอยๆ
เออ กินไปให้หมดเลยนะ พี่ชักอิ่มแล้วว่ะ กินมา 20 นาทีแล้วแม่งยังไม่ได้ครึ่งนึงเลยว่ะ ไข่คนชุมพรนี่ใหญ่จริงๆ ...แม่งใส่ซัก 6 ฟองได้มั้งเนี่ย
ว่าแล้วก็ถือโอกาสลงไปดุสซักมวน เพราะขึ้นมาตั้งนานแล้วรถมันก็ยังไม่ออกซักที ดุสเสร็จ ไปเข้าห้องน้ำ รวมเบ็ดเสร็จซัก 7 นาที กลับมาขึ้นรถใหม่.. ไอ้เอม ยังคงกรำอยู่กับการกินไข่คนชุมพร .. ทว่าสีหน้าของมันชักเริ่มไม่ค่อยดีนัก.
อืมม.ไอ้ไอ๋อะ อี้แอน ไอ่อนอุมอรอี้อันไอ่อิงๆ อะ..
(อืมม. ไม่ไหวว่ะ พี่แทน ไข่คนชุมพรนี่มันใหญ่จิงๆ ว่ะ)
เออว่ะ ไข่คนชุมพรแม่งใหญ่จริงๆ ว่ะ
อึกก (เสียงกลืน) .. อืมม ใช่ ไข่คนชุมพรนี่มันใหญ่จริงๆ....อืมม.. เค็มด้วย..
....
....
ท่ามกลางความหนาวเย็นของรัตติกาล และกลิ่นไข่ที่คละคลุ้งอบอวนไปทั้งคันรถ ชาย 2 คน มองตากันอย่างเงียบๆ .. แม้ปราศจากคำพูดใดๆ แต่ความรู้สึกของทั้งสอง ก็สามารถสื่อกันได้ผ่านไข่... พวกเขาต่างสัมผัสได้ถึงการเริ่มต้นของมิตรภาพอันลี้ลับ.. ..มิตรภาพที่ถือกำเนิดขึ้นจากไข่คนชุมพร
จากนั้นมา ผมกับเอม ก็ร่วมกันนั่งร้องเพลงของคุณฟิล์มเป็นภาษาใต้ แถ้วไหน้ เตอเป็นคนแถ้วไหน้ รู่ไว่จะได้ทักทายกัน ถึงแม้คนอื่นในรถจะเงียบงัน แต่พวกเราก็นั่งสนุกกันได้อยู่ 2 คน พร้อมกับผลัดกันพูด ไข่คนชุมพรนี่มันใหญ่จิงๆ อีกคนละประมาณ 20 รอบ แล้วก็นั่งขำกันเอิ๊กอ๊าก จนกระทั่ง หมดแรงและผลอยหลับไปในที่สุด..
..โปรดติดตามตอนต่อไป..
« เจ็บวน
นมดำ กรำงาน 2 - ภาค ยี.. »
31 Comment
|