23 nov 2007
หลายคนเปลี่ยนแปลง อันนี้เข้าใจได้ แต่จะยอมรับได้หรือไม่นั้น อีกเรื่องหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่เรากลัวก็คือการเปลี่ยนแปลงของใครบางคนจะทำให้เรารับไม่ได้เนี่ยสิ น่าหนักใจ เอาไงดีล่ะ ??
แต่ก็นั่นแหล่ะ Future is not yet.
เอาล่ะ ขอเล่าเรื่องที่ผ่านมาในช่วงเวลาที่ได้ผ่านไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ประทับใจก็คือ ..การได้ไปดูหนังเรื่องหนึ่งของสุดที่รักของเรา (เป็นตั้งแต่เมื่อไรเหรอ?) นั่นก็คือคุณ Jay Chou นั่นเอง แห่ะๆ แต่ก่อนก็ไม่ชอบ แต่หลังๆมาก็ชอบขึ้นมาบ้าง เหมือนที่เค้าบอกว่า "โตขึ้นแล้วหล่อ" นี่ก็เห็นว่าท่าจะเป็นจริงดังว่า ก็แต่ก่อนดูไม่ได้เลยนี่นา พอมาเล่นหนัง Curse of the gloden flower เนี่ย ก็หน้าเหมือนเฮ่งเจีย (แต่หลายกระแสบอกว่า เท่ง เถิดเทิง) เอาเป็นว่า หนังล่าสุด Secret ที่ jay เป็นทั้งนักแสดง ผู้กำกับ ผู้เขียนบท ทำเพลง และลงทุนสร้างเอง นี่ก็หล่อละลายล่ะครับ!!

ก็ไม่ใช่แต่เพียง Jay เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป เราเองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน เหมือนที่ใครบางคนเคยพูดเอาไว้ว่า "บางทีการใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่เราไม่เคยนึกจะชอบมันเลยมากๆ ก็อาจจะทำให้เราหันกลับมาชอบมันก็ได้" ซึ่งนั่นก็ทำให้เราหวั่นไหวได้อีก .. 55 เกี่ยวไหมเนี่ย เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้เค้าดีจริงๆ ถ้าใครชอบพวกเรื่องของเวลาเหมือนเราแล้วล่ะก็ ต้องชอบมันมากแน่ๆ และอีกอย่างหนึ่งก็คือมันเป็นหนังโรแมนติกที่เราคิดไม่ถึงด้วย แถมยังทำให้คนที่ไม่ชอบหนังรัก ไม่หลับในโรงด้วยแหล่ะ >.<
ดูหนังแล้วกลับมาดูตัวเอง หนังเกี่ยวกับการแอบชอบเพื่อนตัวเองในห้องเรียนเดียวกัน ... เหมือนกูไหมว่ะ เคยไหมว่ะ เคยนะ เคย ๆ เราว่าเราเหมือนนางเอกนะ (ตลอดดดด...) แต่ยังหาพระเอกไม่ได้ ฮ่าๆ .. ก็เหมือนตรงที่ชอบเพ้อฝันน่ะ ชอบคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนคนบอกว่า เหมือนเราจะคิดอะไรตลอดเวลา ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ความคิดบางทีมันก็ห้ามกันไม่ได้นี่นา แล้วอีกอย่างเราก็มีความสุขกับการคิดอะไรไปเรื่อยๆเปื่อยๆของเราเองนี่นา แต่เราก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรสุดโต่งอย่างนางเอกที่เล่นเปียโนโคตรเก่งนั่นเลยอะไรแบบนั้น เอาเป็นว่าสิ่งที่เรามีเหมือนนางเอกก็คือความเพ้อของเรานั่นเอง
ส่วน Jay นั้น ก็หล่อมากโดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่กลับมาเจอนางเอก แล้วใช้สายตาถามนางเอกว่า "จำได้ไหม" น่าโคตรใส และหล่อมากจนเราละลายเลยให้ตายสิ!!! เฮ้อออ ..
สรุปสุดท้าย คือ ของเค้าดีจริงๆ!!!!
และเมื่อวานเป็นครั้งแรกที่เรียนวิชา PO403 อย่างจริงๆ จังๆ มีการนำเสนอประเด็นและถกเถียงกันในห้องเรียน สรุปสุดท้ายมีคนลงทะเบียนทั้งหมด 3 คน มีพี่เก้อ พี่หลุยส์ และพี่พลอย ส่วนเรากำลังอยู่ในระหว่างช่วง "ใคร่ครวญ" หรือ Reflection นั่นเอง ในช่วงแนะนำตัวอาจารย์ให้บอกว่าแต่ละคนสนใจ field ไหนในการศึกษาเพื่อเดินทางในเส้นทางวิชาการ ทุกคนล้วนแต่มีหนทางของตัวเอง มีความสนใจของตัวเอง พอมาถึงเรา เราก็พบว่า จริงๆเราอยากเดินเส้นทางนี้จริงหรือไม่? และก็ตอบอาจารย์ไปว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเดินทางนี้ต่อไปหรือไม่ ... เฮ้อออ บอกตามตรงว่าบางทีก็อยาก บางทีก็ไม่ แต่ตอนนี้ที่สนใจก็คือ ภาษากรีกและละติน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ไหน อยากเอาไปอ่านงานทางปรัชญที่เป็นต้นฉบับจริงๆ แต่เพียงเอกสารวิชา PO403 ภาษาอังกฤษเรายังอ่านไม่แตกฉานเท่าที่ควร แล้วจะไปอ่านรากของภาษาเหล่านั้นก็เป็นเรื่องยากของเราอีกเช่นกัน เหนื่อย!!!
ส่วนความรู้สึกในห้อง บอกได้คำเดียวว่า "ไม่เข้าใจ" พูดอะไรกันเหรอ ไม่รู้เรื่อง เป็นคาบที่เราอยากหายตัวไปจากห้องนั้นเลยจริงๆ มีคนอยู่ในห้องเล็กๆแคบๆกว่า 15 คน นั่งถกหารากศัพท์ของคำว่า Science, Episteme, techne, และ arte กันซะงั้น ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นมาเถียงเรื่อง Decision กับ Judgement แล้วสุดท้ายมาลงที่ว่าทำไมนักแข่งรถฟอมูล่าวันถึงได้เป็นแชมป์ 7 สมัยซ้อน หัวเรื่องมันเหมือนง่ายม๊ะ แต่ไม่ใช่อย่างนั้นครับพี่น้อง หลังจากน๊อคก่อน break ไปแล้วหนึ่งทีกลับไปนั่งงงแต่มึนต่อในภาคสอง ซึ่งก็พบว่าตัวเองนั้นไร้ซึ่งความรู้ foundation ที่ไม่เน้นโคตร วิชานี้แม่งไม่บอกก่อนลงว่า require ความรู้ด้าน เต๋อ และ เต๋า ด้วย พ่อเมิง!!! ในก๊อกสองนี้ก็พบว่าอาหารที่กินเข้าไปมันทะลักมาถึงลำคอพร้อมจะออกมาสู่โลกภายนอก ... ควรจะทำอย่างไรดี ระหว่าง go with the flow หรือกล้ำกลืนมันกลับเข้าไป? หลังจากนั้นไม่ถึงนาที หัวสมองข้างขวาก็ปวดจี๊ดขึ้นมาจนต้องเอามือมากุมขมับ แล้วสุดท้ายก็ฟุบลงไปกองกับโต๊ะที่นั่งอยู่ข้างๆพี่เก่งและพี่เก้อ จนอาจารย์ต้องยื่นมามือปลุกให้ขึ้นมาเรียนต่อ ... ทรหด อดทัน โคตร!!!
ทำอย่างไรดี ตอนนี้อยู่ใน dilemma อีกครั้ง อยากเรียน แต่ถ้าสถาการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปอีก 12 สัปดาห์ร่างกายจะรับไม่ไหวแล้วเสื่อมสมรรถภาพลงเรื่อยๆจนไม่อาจจะต่อสู้กับโลกภายนอกได้อีกต่อไป หรือจะยังยืนหยัดและใช้เวทีนี้ค้นหาตัวตน ... โอ้ย!!! อยากระเบิดตัวเองชะมัด รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าพวกที่เดินอยู่ตามข้างทาง ขายพวงมาลัยเลย ... ศัพท์ยาก ภาษาอังกฤษที่อ่านไม่เข้าใจ รากศัพท์ละตินและกรีกที่ไม่มีความรู้ และความรู้รอบตัวที่ยากจนข้นแค้น ... หง่าาา???
ในห้องนี้ ลืมหนูไปเลยก็ได้ ... เกรงใจนะที่จะบอกว่าไม่รู้เรื่องทั้งๆที่ทุกคนเค้าเข้าใจกันหมด ยอมรับว่าอาจจะเป็นตัวถ่วง เอ๊ะ!!! หรือเราจะ drop ไปเลยดี เพราะตอนนี้เริ่มเบนเข็มจากการจะเป็นนักวิชาการที่ยากเกินความสามารถไปเป็น explorer และ adventurer แทน "อยากจะไปไกลๆ อย่ามัวอะ อะ อาย ..."
ตอนนี้สุดท้ายแล้วกำลังจะลงทะเบียน 5 ตัว เรียน 3 วันอัดกันปลากระป๋องมาก และพบว่าเป็นงานที่หนักมาก.. กะว่าจะเอาวิชาที่เหลืออีก 1 ตัวมาทุ่มให้กับวิชาอาจารย์เดชา แต่ไม่รู้จะไหวสักกี่น้ำ ก็จะลองพยายามอยู่นะ แต่เรากังวลนิดหน่อยว่าถ้าเราต้องย้ายที่อยู่แล้วเราจะไปหา reference ที่ไหน มาอ้างอิงในงานวะเนี่ย ส่วน metaphysic ก็ส่งงานได้ถึง 17 มีนาโน้น ข้ามปีเลยทีเดียว ก็ดีนะ งานนี้ใช้บทความเดียวเอง แต่ยังไม่รู้ว่าต้องใช้ reference หรือเปล่า ... ก็ต้องดูกันต่อไปนะครับ!!!
ในอาทิตย์ที่ผ่านมาเดินกลับบ้านกับผู้ชายคนนึงเกือบทุกวัน คนที่เราเคยชื่นชมเค้า แล้วก็เปลี่ยนเป็น เป็นกันเอง และสุดท้ายก็พบว่าสนิทโดยไม่รู้ตัว ช่วงที่ผ่านมาเจอกันที่ห้องสมุดคณะทุกวัน นั่งกรอกใบสมัครเพื่อเรียนต่อด้วยกัน และก็ขอ recommendation จากอาจารย์ท่านเดียวกันเลยได้คุยกันบ่อยขึ้น รู้สึกสนิทกันมากขึ้น จนเมื่อวานเดินกลับบ้านด้วยกันอีกแล้วก็พบว่า ขณะที่เราเดินหงอยๆอยู่ข้างๆจี๊ด พี่ภูริก็พูดอะไรไม่รู้แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนเห็นฟันทุกซี่เลย ... นั่นเป็นครั้งแรกที่เราเห็นว่าพี่ภูริก็ยังมีความเป็นคน ... นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรามองพี่ภูริแปลกไป เป็นความรู้สึกใหม่ที่อยู่ๆมันก็เกิดขึ้นมาเฉยเลย ... ไม่รู้นะ แต่มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนนน ... ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ถือได้เลยว่ามันคือจุดเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง...