และสุดท้าย ขอขอบคุณบุคคลสำคัญดังต่อไปนี้ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ต้องทุกข์ทรมานมากไปกว่านี้อันได้แก่
1. แม่และพ่ออันเป็นที่รัก แม้ลูกคนที่อยากจะทำอะไรที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยสักเท่าไร เหวี่ยงแห ปาก้อนหินไร้ทิศทางไปซะหมดแต่ก็ไม่เคยขัดใจ แถมยังทุ่มเงินพร้อมทั้งสรรพกำลังต่างๆมากมายให้กับลูกที่แสนเอาแต่ใจคนนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ถามว่า "ทำทำไม" ก็ไม่เคยตอบให้พ่อแม่ชื่นใจ ได้แต่ให้คำตอบว่า "อยากทำ" ตามอารมณ์ติสต์แตก เด็กไม่รู้จักโต เอาแต่ใจ รู้ว่าบ่น รู้ว่าเบื่อ แต่ทำยังไงได้ ก็มันเป็นคนหัวรั้น ดึงดัน ดื้อดึงอย่างนี้ ....นี่นา
2. เพื่อนๆที่คอยให้กำลังตลอดเวลา โดยเฉพาะไอ่ภา (ถ้าแกเข้ามาอ่านบ้างเป็นครั้งคราว) ก็จะรู้ว่าที่ระบายไปช่วยได้เยอะ ที่อัดอั้นมาแกก็เอาออกไปได้มาก ร้องไห้ หวั่นไหวกับแกบ่อยก็เพราะฉันมันไม่เข้มแข็งพอ และเพื่อนก็มีไว้เพื่อนแสดงความอ่อนแก แกเนี่ยแหล่ะ เพื่อนตัวจริง และสำคัญอีกคนคงหนีจี๊ดไปไม่ได้ เศร้ากับแก คุยกับแกเหมือนได้กอดกับแม่ยังไงอย่างนั้น จริงๆแล้วแกอบอุ่นมา โตเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเราเยอะ โดยเฉพาะตอนที่เราทำ pepsi แตกกลางโรงอาหาร คำถามแรกที่เราถามแกที่แม้แต่เรายังอึ้งในความไม่รู้ประสาของเราก็คือ "แล้วทำยังไงต่อไป" ซึ่งคำแนะนำแกก็แสนจะธรรมดาแต่ทำไมเราคิดไม่ได้ก็ไม่รู้ ... และสุดท้าย ไพลิน เพื่อนสนิท (คิดไม่ซื่อ) และสามีของเรา เรากำลังคิดว่าถ้าสุดท้ายไม่มีใครก็คงมีแต่แกเนี่ยแหล่ะ แม้จะผิดจุดตลอด เหมือนจะไม่เข้าใจเรา พูดกันไม่รู้เรื่อง แต่มองตาแล้วก็รู้ว่าเราอยากได้อะไร แกอยากได้อะไร ยื่นมาให้ทั้งๆที่ไม่ได้ขอ ... ขอบคุณสำหรับชีวิตคู่ที่ใช้ร่วมกันมากว่า 10 ปี
3. พี่ที่แสนดีที่วิเทศน์สัมพันธ์ รู้ว่าเบื่อ เจอหน้าไอ่น้องนี่อีกแล้ว ถามอยู่นั่นแหล่ะ ทั้งๆที่ยังไม่มีผลสอบอะไรเป็นหลักแหล่งสักกะอย่างเดียว แถมยังทำให้หนักใจด้วยกันที่ไม่ยอมยื่นผลการเรียนสักที ... ข้อมูลก็มีไม่ได้เยอะ อ่านเองก็ได้ แต่เพื่อความแน่ใจก็ถามหน่อยได้ไหมอ่ะ สุดท้ายแม้ผลมันจะออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ โอกาสน้อยลงตามคะแนน แต่ก็ยังไงก็อยากให้ลองดูหน่อย สู้กันมาถึงขนาดนี้แล้ว พี่ก็บอกว่า "อย่าเครียดๆ" ก็รู้ แต่มันอดไม่ได้นี่นา มันคือชีวิตคนนะพี่ จะให้ทำยังไงล่ะ ... ไม่ได้ก็บอกมาเลย ถ้าได้ก็ว่ากันมา ปกติไม่ใช่คนที่ง้อใคร ไม่เคยเสนอตัว ไม่เคยบอกว่าตัวเองดี ไม่เคยเขียนว่าตัวเองเจ๋ง แล้วต้องมาบอกว่า "เลือกหนูเถ่อะค่ะ" มันไม่ใช่นิสัยของหนูนะพี่ ... แต่ทำไงได้ ในเมื่อโลกนี้อยู่บน unit ของตลาด
4. พี่เตี้ยชั้นสองตึกคณะรัฐศาสตร์ท่าพระจันทร์ ... ไอ่น้องนี้ปัญหามีมาตั้งแต่ summer เทอมที่ผ่านมา มาขอสอบก่อนก็ไม่ได้ เอาเพื่อนมาลงเรียนก็ไม่ผ่านพี่เตี้ย ก็แอบอิดออดเคืองขุ่นพี่เค้าไปบ้างแต่ก็เข้าใจเพราะพี่เค้าถูกบัญชาจากเบื้องบนมาอีกต่อหนึ่ง แต่พอปรึกษาเรื่องแผนการเรียนแล้วดูจะเต็มใจใช้ได้ทีเดียว แม้จะลืมตัวไปบ้างว่าลบบางวิชาออกแล้วหรือยังก็เห่อะ "แต่ก็ลองเสนอมาแล้วกัน แล้วคณะจะพิจารณาอีกที" ก็ยังเป็นที่ประทับใจไม่พอเท่ากับที่ได้ฟังเรื่องเล่ามาว่า มีคนพยายามจะยับยั้งการเสนอวิชาของหนูแล้วพี่เตี้ยก็ออกมาแก้ต่างว่า "พี่เป็นคนให้เค้าเสนอมาเองแหล่ะ" เท่านั้น ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้มันหรือเปล่าด้วยซ้ำ ทุกอย่างก็ผ่านฉลุย ให้ตายเห่อะๆ... ทรงอิทธิพลของจริง
5. ท่านผู้นี้ต้องทั้งขอขอบคุณและขอโทษ ถ้าทำอะไรให้อาจารย์เกษียรไม่พอใจ จริงๆเป็นความผิดของหนูเอง อย่างที่หนูได้สารภาพออกไปอย่างหมดเปลือกว่าหนูแค่อยากทำให้มันดีที่สุด เพราะหนูก็ยังไม่แน่ใจว่าที่ตัวเองทำลงไปมันคุ้มค่าหรือไม่และไม่อยากให้อาจารย์ต้องมาเสียเวลาในเรื่องที่สุดท้ายแล้วมัน fail แต่อาจารย์ให้คำแนะนำดีมากแถมยังให้กำลังใจแม้ว่าจะผ่านฉากการด่าไปแล้วก็ตาม ... ตอนแรกนึกว่าจะโดนสวดเสียยับอย่างเดียว แต่คำแนะนำที่ได้ก็เป็นผลทำให้หนูคิดอะไรได้บางอย่างและควรเริ่มต้นกับสิ่งที่ปล่อยทิ้งร้างมานาน
สุดท้ายแล้ว แม้มันจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมัน "เหนือการควบคุมของคุณและเป็นหน้าที่ของพระเจ้า" (อาจารย์เกษียร์) หนูก็คงได้แต่ "ทำใจและเผื่อใจเอาไว้บ้าง" (อาจารย์เกษียร์) ก็เท่านั้น แล้วดูกันต่อไปว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ... ที่สุดแล้ว แม้เราจะยังไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องเป็นแบบนี้ แต่สุดท้ายในอนาคตเราก็ต้องได้ใช้ประโยชน์จากมันไม่วันใดก็วันหนึ่ง เฉกเช่นที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้กล่าวผ่านนักปรัชญาคนหนึ่ง (มันเป็นกำลังใจให้หนูเสมอมาจริงๆนะคะ อาจารย์)