มิถุนายน 1, 2007
จากประสบการณ์การศึกษาผ่านสถาบันทางการศึกษา ผนวกรวมกับประสบการณ์ครึ่งทางปริญญาตรีในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ แม้จะกินเวลามาเกือบทั้งชีวิต แต่ข้าพเจ้ากลับพบว่าตนเองไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับการศึกษาเลยแม้แต่น้อย ณ ที่นี้ข้าพเจ้าไม่ได้หมายถึงตัวเนื้อหาวิชาที่เรียน และไม่ได้กำลังกล่าวโทษบรรดาคณาจารย์ผู้ที่ข้าพเจ้าเคยลงเรียนด้วยมาแล้ว หากแต่ข้าพเจ้าหมายถึงแก่นสารหรือสาระสำคัญของตัว การศึกษาเองต่างหากที่ข้าพเจ้ายังไม่รู้และไม่เข้าใจว่า แท้จริงแล้ว การศึกษาคืออะไร? และ ผลการศึกษาคืออะไร?
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเคลิ้มหลับอยู่บนรถตู้ท่าพระจันทร์มายังรังสิต ขณะรถสี่ล้อที่บรรทุกคนได้มากกว่า 7 คนแต่ตำรวจไม่จับกำลังจะขึ้นทางด่วน สมองของข้าพเจ้ากลับเดินทางด่วนเร็วเสียกว่า อะไรบางอย่างฉุดให้ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของอาจารย์เดชา ตั้งสีฟ้าที่เคยกล่าวไว้ว่า "การศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง" ข้าพเจ้ากลับมองมันคล้ายคลึงกับกลยุทธการตัดสินใจบน Seeing Through Your Rivals Strategy ในทฤษฎีเกมของอาจารย์สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ หากแต่แตกต่างตรงที่สัญญะในการเรียงร้อยเป็นคำนั้นไม่เหมือนกันก็เท่านั้น
เมื่อครั้งวัยกระเตาะ ข้าพเจ้ามองการศึกษาเป็นการหาความรู้ที่ดำรงลอยๆคงอยู่ในโลก เหลือเพียงแต่ข้าพเจ้าเอาตัวเองเข้าไปสัมผัสหรือรับรู้ แต่เมื่อวัยกระเตาะได้เปลี่ยนแปลงเป็นวัยกระแดะ ข้าพเจ้ากลับพบความเป็นจริงข้อหนึ่งที่น่าสงสัย "ใช่หรือไม่ว่า แท้ที่จริงแล้วการศึกษาไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจากการต่อรองผลประโยชน์กับองค์อธิปัตย์?" ซึ่งยังดำรงอยู่ในสถาบันการศึกษา หน้าชั้นเรียนนั่น ปิ้งแผ่นใส ฉายสไลด์ และบรรยายอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้า โดยข้าพเจ้าในสถานะของผู้เรียนมิอาจกระทำการขัดขืนใดๆได้เลย...
กลับมาสู่เรื่องของความคล้ายคลึงกันระหว่างกลยุทธการตัดสินใจในทฤษฎีเกมและการเปลี่ยนแปลงตนเอง ถ้าหากความทรงจำของข้าพเจ้าแม่นยำ ข้าพเจ้าเคยอ่านงานชิ้นหนึ่งที่องค์อธิปัตย์แห่งวิชา ร.290 องค์การระหว่างประเทศ โยนมาไว้ใต้จมูกที่ว่า "คู่แข่งแต่ละคนจำเป็นจะต้องสวมรองเท้าของตนและของผู้อื่น จากนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการวางหมากที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่าย" เพื่อดูว่า ณ สถานการณ์เดียวกันนี้ หากเราเป็นคู่แข่งเราจะเลือกวิธีการหรือทางเลือกใดที่จะทำให้ตนเองได้ผลประโยชน์มากที่สุดโดยลองสวมรองเท้าและยืนอยู่ ณ จุดเดียวกับเขา และเมื่อเราพบว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร เราก็จะสามารถตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายของเราได้เช่นกัน นี่หรือไม่คือการสวมใส่ตัวตนของคนอื่นเข้ามาแทนที่ตัวตนของตนเอง คิดเหมือนคนอื่นเพื่อให้รู้ว่าเราควรจะคิดไปในทิศทางใด ตัดสินใจในทางเลือกใด เพื่อให้ชัยชนะอยู่ในกำมือของเรา ... เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากองค์อธิปัตย์
"การเปลี่ยนแปลงตนเอง" เป็นคำพูดที่สวยหรู แต่ข้าพเจ้ากลับมองว่ามันเป็นคำพูดที่เอาไว้ใช้หลอกเด็กที่ไร้ประสบการณ์และไร้เดียงสา คำว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเอง คือการเปลี่ยนแปลงคำพูดให้ดูดีแทนที่คำว่า "การตอแหล" หรือ "การเสแสร้างแกล้งทำ" การศึกษาในสถาบันการศึกษาไม่ต่างอะไรกับการตอแหลเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับองค์อธิปัตย์ที่ดำรงอยู่หน้า กลาง หลังและรอบๆห้องเรียน (ในกรณีที่เขาเดินไป-เดินมา) การเอาชนะองค์อธิปัตย์ที่ยังมีชีวิต(แต่อ้างว่าตนเองตายไปแล้ว)นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องตอแหลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับเขา ถ้าเขาเป็นศาสตร์แห่งการตีความเราก็ต้องเป็นด้วย แต่เพื่อตอแหลได้อย่างแนบเนียนก็ควรจะตีความให้แตกต่างเพื่อแสดงให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ตีความไปตามเขานะ ไม่ได้ลอกเขาแต่เราคิดเอง หากแท้จริงแล้วสิ่งนั้นคือการตอแหลเหนือการตอแหล หากเขาเป็นหลังโครงสร้างนิยม ผู้ตอแหลก็จำเป็นต้องสวมรองเท้าที่ติดฉลากอยู่ด้านหน้าว่าหลังโครงสร้างนิยมด้วยเช่นกัน
ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่า ในหลายวิชาถ้าหากการตอแหลประสบความสำเร็จ คุณตอแหลได้อย่างเยี่ยมยอดและไปในทางเดียวกับองค์อธิปัตย์ (แต่อาจจะแตกต่างบ้างเล็กน้อยเหมือนรากฝอย แต่ก็ยังดำรงอยู่บนรากแก้วเดียวกัน) ยอมรับนับถือสิ่งที่ถูกพ่นออกมาจากปากเขาเสียทั้งหมด คุณจะพบว่าตนเองได้ A อย่างไม่ต้องสงสัย หากความขัดขืนเพียงเล็กน้อยปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษคำตอบข้อสอบของคุณ คุณก็เลิกหวังผลการศึกษาที่ปรารถนาไปได้เลย
อย่างไรก็ตาม "ความตอแหล" หรือ "การเสแสร้างแกล้งทำ" ก็ยังคงมีร่องรอยของการเป็นตัวตนของตนเองอยู่เสมอ หากทุกสิ่งเกิดมีความหมายขึ้นมาได้ด้วยการถูกเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าขอเปรียบเทียบ ความตอแหล กับ ความจริงแท้ หรือ แก่น ที่ดำรงอยู่ในตัวตนของผู้เรียนเอง การสวมรองเท้าของผู้อื่นแม้ว่ามันจะนำมาซึ่งความสำเร็จหรือชัยชนะ แต่มันก็ไม่ใช่รองเท้าของตนเอง ซึ่งแน่นอนว่าใส่แล้วย่อมไม่สบาย และที่สำคัญข้าพเจ้ามิอาจทนใส่มันได้นานเสียด้วย ดังนั้น ท้ายที่สุดข้าพเจ้าก็หันกลับมาใช้รองเท้าคู่เก่าคู่เดิมซึ่งดูจะเดินสบายกว่าและแน่นอนว่ามันเป็นของข้าพเจ้าอย่างแท้จริง
ถึงกระนั้น การเอาชนะองค์อธิปัตย์ผ่านการตอแหลหรือยอมสวมรองเท้าของเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนานี้ ข้าพเจ้ากลับมองว่ามันไม่ใช่การชนะอย่างแท้จริง แต่มันคือการสยบยอมโดยศิโรราบอย่างยิ่งยวดต่างหาก เพราะองค์อธิปัตย์อนุญาตให้คุณคิดต่างได้แต่ห้ามคิดแตกแยก อย่าสรรค์สร้างสิ่งใหม่นอกโครงสร้างของเขา อย่าแหกกฎ ... ดังนั้น ข้าพเจ้าจะพอสรุปได้อย่างสังเขปว่า "เทพ" ในความหมายของการเป็นเจ้าของเกรดที่สูงเว่อเหนือกว่าบุคคลอื่นก็ไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกจากบุคคลผู้พ่ายแพ้ยับเยิน เพราะมิอาจต่อกรต่อสู้กับองค์อธิปัตย์ได้อย่างกล้าหาญ หากทำได้แต่เพียงตอแหลอย่างลุ่มลึกและแนบเนียนเสียจนองค์อธิปัตย์หลงเชื่อก็เท่านั้นเอง
เฮ้ย!! (ตกใจ) เมื่อถึงตอนนี้ ข้าพเจ้ากลับพบว่า ทั้งเทพและองค์อธิปัตย์ก็พ่ายแพ้ต่อกันและกัน ฝ่ายหนึ่งหลอกเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการภายใต้การสยบยอมของอำนาจ ส่วนอีกฝ่ายกลับถูกหลอกโดยแสดงออกมาผ่านการให้เกรดที่สวยหรู
โอ้!! การศึกษาคือการลองเป็นผู้อื่นสักระยะหนึ่ง และผลการศึกษาคือผลของการต่อสู้เพื่อให้พ่ายแพ้ต่อกันและกัน อันเป็นผลมาจากการลวงหลอกและตอแหลกันไปมาอย่างนี้นี่เอง ...!!!