22 may 2007
ผ่านมาด้วยความเจ็บปวดระบมไปทั้งตัว หลังจากไปทดลองแบบประจักษ์นิยมตามสมมติฐานคราวที่ว่า อยากไปจะชิวเอาท์ที่ไหนได้ ผลปรากฎว่าได้ที่ "ปาย" แหล่งธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ การวางแผนเป็นไปอย่างรัดกุมที่สุดในโลกเพราะไปคนเดียว มิวายว่าทุกคนจะยังอดห่วงไม่ได้โทรมาถามว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้จะเป็นที่ถูกใจของผู้ถามหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือ เรายังมีชีวิตอยู่ดี - -*

เริ่มแรกก็ตื่นมาตั้งแต่ 6 โมงของวันที่ 21 พฤษภาคม 2550 เพื่อมาอาบน้ำแต่งตัว ก็คนมันจะออกเดินทาง ใครห้ามก็คงไม่ฟัง แถมยังจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว และก็ยังมีการวางแผนการเป็นขั้นเป็นตอนโดยรู้คนเดียว ที่บ้านไม่รู้ เสร็จแล้วก็ออกมาหน้าบ้าน ไปขึ้นรถที่อาเขต ไปกับรถเมล์ลมโชยเพื่อบรรยากาศแห่งความเป็นแม้วของแท้ ไปปายร้อยกว่ากิโล ราคา 72 บาทถ้วน !!!

ช่วงรอรถออกก็ได้ข่าวว่าไปปายต้องผ่านพันกว่าโค้ง เพื่อความปลอดภัยของเราก็ควรจะพกบางสิ่งบางอย่างไปด้วย แม้ว่าจะไม่เคยมีประวัติการเมารถมาก่อนแต่พกเอาไว้ก็ไม่เสียหลาย เลยเดินไปซื้อยาดมและยาแก้เมารถมา 2 เม็ด จากนั้นก็แวะไปซื้อน้ำ ช่วงวางเงิน 5 บาท
คนขายตะโกนมาว่า "six"
เราตอบกลับไป "อะไรนะคะ?"
คนขายทำท่ายิ้มๆ อุทานเบาๆ "อ่าว" แล้วจึงพูดต่อไป "6 บาท" แม่งงงง!!!
มีชาวต่างชาติเริ่มป่วงตั้งแต่ออกเดินทาง เนื่องด้วยคุณเธอเพิ่งจะมาจากกรุงเทพแล้วยังไม่ได้กินข้าว อารมณ์หิวจัดขอตัวไปซื้อข้าวมากิน ทำให้รถออก late ไปกว่า 5 นาที ตอนแรกที่คิดว่าฝรั่งตรงเวลา สรุปสุดท้ายคนไทย (หรือแม้ว) ตรงเวลาเสียมากกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ Bill คนขับ Taxi ที่ NJ ซึ่งสามารถ late ได้เป็นชั่วโมง!~
การเดินทางเป็นได้ด้วยดีจนคนขับรถเปิดเพลงปลุกตัวเองที่นอกจากตัวเองจะตื่นแล้ว ทั้งคันรถก็ตื่นด้วยครับพี่น้อง!!! ดังมากกกกก ~~! จนหญิงชาวต่างชาติคนนั้นทนไม่ไหว ขอให้หรี่เสียงนิดซึ่งเบาลงประมาณ 0.12% เห็นจะได้ จากนั้นรถก็ตุเรงๆกันออกไป เหมาะสมกับการเป็นรถเมล์ลมโชยของแม้วโดยแท้ ... และแล้วรถก็เลี้ยวเข้าถนน 1095 "leads to Pai"

ถนนสายนี้เยี่ยมาก ตอนแรกตัดมาอย่างดี สวยงามและเดินทางสะดวก จนในที่สุดชั่วโมงกว่าผ่านไป เข้าสู่เขตเขาลำเนาไพรและโค้งอันตรายนับไม่ถ้วย ถนนเส้นนี้คือการจำลองเส้นมาม่าที่ขนอยู่ในซองได้อย่างได้อรรถรสเลยทีเดียว เข้าใจแล้วเวลามดใต้เส้นมาม่ามันจะรู้สึกยังไง? ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความขดของมัน และไม่ได้อยู่ที่อาการเมารถของเราด้วย แม้ว่าเลือกนั่งข้างหลัง แต่สติยังอยู่ครบและดูเหมือนอาการเมารถไม่ถามหาเลย ... แต่ประเด็นคือ สองข้างทางมีลักษณะเหมือนดอยสุเทพตอนเดินขึ้นดอย สงสัยเพราะอากาศชื่นฝนตก กลิ่นดิน ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีและชุ่มฉ่ำไปหมด แถมยังได้เห็นทิวเขาตระการตาพร้อมด้วยหมอกในหน้าร้อนอีกด้วย
เผลอหลับไปนานเท่าไรไม่รู้ ตื่นมาอีกทีนึกว่าอยู่ในเขาวงกตในแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่เจอเข้ากับหมอกโลกกลับตลปัตรซะอีก ... คือข้างหน้ารถกำลังขับเข้าสู่หมอกหนาสีขาว มองไม่เห็นข้างหน้าเลยอ่ะ ตาตื่นทันที เฮ้ยเกิดอะไรขึ้น ... หมอกนั่นเอง!!! สุดยอดเลยอ่ะ พอรถฝ่ามาได้ ก็ต้องอาศัยที่ปัดน้ำฝนไล่หยดหมอกกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นมาก็นั่งรถผ่านทิวหมอกมาโดยตลอดสวยมากๆๆๆ
จนถนนสาย 1095 กลายเป็นดินแดงที่เขียนติดด้านหน้าว่า "กำลังก่อสร้าง" ในช่วงนี้ก็ต้องขัยรถอย่างระมัดระวังก็อย่างมาก กลัวตกเขา กลัวรถลื่น แต่ก็ผ่านมาได้ โค้งก็ยังมีประมาณเท่าเดิมและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดดินแดงก็เปลี่ยนแปลงเป็นลาดยางสีดำทมึน ว๊าววว ดีขึ้นนิดหน่อย ถนน 1095 จะมีคนขึ้นลงตามทางตลอด คนขับก็ใจดี จอดให้ทุกป้าย (ไม่มีป้าย) สักแป๊บรถก็โดนตรวจค้นจากผู้คุมวิญญาณสีกากี นั่นคือการตรวจคนเข้าเมือง ตรวจแม้วเข้าเมือง ซึ่งเราก็ผ่านมาได้ด้วยดี โดยชาวต่างชาติไม่ต้องตรวจ แต่แม้วตนนึงโดนเรียกแต่ก็ไม่มีอะไร ... ตอนนี้ก็คือการเข้าสู้ถนนสายเกือยตรงมุ่งสู่ อ. ปาย ที่เรารอคอย ...