จิตวิภาค
25 มิถุนายน 2547

อั่ก-อั่ก-อั่ก (กระอักติดต่อกันสามที)
นึกว่าจะรอดพ้นจากกีฬาไปได้ซะแล้ว แต่ที่มหาลัยกลับต้องเรียนแบดอีก ตอนม.ต้นเรียนไป1ครั้งจำได้ว่าได้เกรดหนึ่ง ตอนม.ปลายเรียนอีก1ครั้งก็จำได้แม่นเหมือนกันว่าได้เกรด1 ส่วนวิชาพละอื่น-อื่นก็ไม่ต่างกัน เป็นเพราะใจไม่รักด้วย ถึงแม้จะซ้อมเท่าไหร่ก็ไม่ก้าวหน้าซะทีทำเอาท้อไปหลายครั้ง เปิดเทอมมา1เดือนอาจารยืก็ต้อนรับด้วยการสอบเดาะลูกแบดกับตีเด้งกับกำแพง ถึงแม้ใจจะไม่รักสักเท่าไหร่แต่เพื่อคะแนนจึงต้องฝืนใจฝึก วันดีคืนดีก็หยิบไม้แบดมาเดาะลุกขนไก่กลางดึก ฝึกฝนอยู่หลายที ก็ทำให้เข้าใจอะไรหลายอย่าง
กีฬาจะมีแค่ความเก่งและชำนาญนั้นไม่พอ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับโอกาสและดวงด้วย ในระหว่างที่เราตีแบดเนี่ยสมาธิก็เป็นสิ่งสำคัญ บางทีแรงลม สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ สภาวะกดดันต่าง-ต่างก็เป็นตัวแปรที่ลดทอนความเก่งและความชำนาญได้เหมือนกัน แต่บางคนอาจบอกว่าถ้าเก่งแล้วไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ต้องสามารถเผชิญกับปัญหานั้นได้ แต่ผมว่าไม่จริงหรอกครับ โอกาสและจังหวะก็เป็นสิ่งสำคัญ
ในการฝึกผมขอจัดตัวเองอยู่ในกลุ่มคนขี้เกียจ เพราะหลาย-หลายคนเขาตั้งหน้าตั้งตาซ้อมกันเลหือเกิน บางคนก็เก่งมากซ้อมครั้งแรกก็ตีได้เลย แต่บางคนซ้อมเท่าไหร่ก็ตีไม่ได้สักที ส่วนผมเป็นพวกผีเข้าผีออก บางทีก็ตีได้เยอะ แต่บางทีก็ตีไม่ได้เลย ก็ทำเอาเราหวั่น-หวั่นอยู่เหมือนกัน
บางทีการที่เราประเมินค่าตนเองไปก่อนนั้นก็เป็นอุปสรรคในการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ก้าวหน้าขึ้น ผมเป็นคนหนึ่งที่ขาดความมั่นใจตั้งแต่เด็ก (ผมเคยอ่านหนังสือทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับโรคจิตในกลุ่ม anxiety phobia หรือโรควิตกกังวลซึ่งผมก็มีอาการหลายอย่างที่ตรงกับโรคนี้สืบเนื่องตั้งแต่เด็ก) แต่บางทีก็มั่นใจเกินไป เป็นอาการหนึ่งที่ขัดแย้งในตัวผมเองซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ หุกคนคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องจิตบำบัดกันมาบ้างแล้ว ในทางการแพทย์โรคถูกแบ่งเป็น4ส่วน แต่เพียง1ส่วนเท่านั้นที่ทางการแพทย์สมัยปัจจุบันสามารถวินิจฉัยและรักษาได้อยู่ในทุกวันนี้ แต่อีก3ส่วนที่เหลือเป็นโรคที่ยังไม่สามารถหาทางรักษาทางกายภาพหรือค้นพบได้ จึงมีแพทย์สมัยใหม่นำการใช้จิตบำบัดเข้ามาประยุกต์ใช้ในการรักษาด้วย เช่นอาการของคนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่เขาได้รับกำลังใจจากญาติและครอบครัวดีมาก เขามีความเชื่อว่าเขาต้องหาย แล้วเขาก็หาย หายจริง-จริง แต่บางคนเป็นเพียงโรคแค่เล็กน้อยแต่เป็นที่ท้อถอยกับชีวิตไม่เคยสู้อะไรเลยยอมแพ้อย่างเดียว ก็ทำให้โรคที่เล็กน้อยนนั้นลุกลามใหญ่โตจนถึงชีวิตก็มีมาแล้ว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจิตใจนั้นมีความสัมพันธ์กับร่างกาย
วันนี้เป็นวันสอบวิชาแบดมินตัน มีการเดาะสลับแบคแฮนกับโฟร์แฮน50ที ตีเด้งกับกำแพงอีก40ที เวลาอยู่ที่บ้านก็ซ้อมแต่เดาะเพราะที่บ้านไม่มีกำแพงกว้างใหญ่ขนาดยิมเนเซียมที่มหาลัยจึงมาฝึกตีเด้งกับกำแพงแบบพลีชีพเอาในคาบนั้น ตอนแรกผมตีอย่างเก้-เก้ กัง-กัง ไม่มีความมั่นใจว่าจะตีได้เพราะมีความเชื่อว่ามันยากเหลือเกิน ไม่มีใครทำได้เลยแล้วเราจะทำได้อย่างไร ผมตีไปทีนึงก็ร่สวงแล้ว แต่พอชักเหนื่อยก็เริ่มคึกตีแบบตามสบายไม่กดดัน คิดว่าไม่เป็นไรถ้าไม่ได้คะแนนเราพยายามแล้วนี่นา แล้วก็ตีไปเรื่อย-เรื่อย แต่ตีไปตีมาชักคล่องจาก1ทีก็เป็น5ที15ที25ทีตามลำดับวึ่งมาถึงตอนนี้ น้ำหนักในการหวดไม้หวดแบบมั่นใจมาก พอได้ถึง29ก็พอใจมากไม่นึกเลยว่าจัตีได้ขนาดนี้ไม่ถึง50ก็ไม่เป็นไรแค่นี้ก็ดีใจจะแย่แล้ว
เวลาสอบจริงเดาะได้50เต็ม เวลาสอบต่อหน้าอาจารย์จะประหม่ามาก จึงต้องยืนรวบรวมสมาธิสีกแป๊บแล้วค่อยเริ่มสอบ ส่วนเด้งกับกำแพงก็ตีไปได้19ทีเพราะแขนล้าแล้ว(หลังจากเดาะมา50สิบทีตอนสอบ แต่ถ้าจะรวมทั้งตอนฝึกซ้อมด้วยก็คง500กว่าที) แต่ก็ถือว่าพอใจมาก-มาก เกินความคาดหมายเหลือเกิน ก่อนจบชั่วโมงอาจารย์ท่านก็รวมมานั่งคุยกัน อาจารยืบอกว่าคะแนนหลาย-หลายคนในวันนี้ทำได้ดี ดูตอนซ้อมเห็นเหยาะแหยะนึกว่าจะไปไม่รอดเสียแล้ว แต่พอตอนสอบก็ทำกันได้ดีกันหลายคน ทำเอาหลายคนยิ้มเล็กยิ้มน้อยไปตาม-ตามกัน อาจารย์บอกทุกคนประเมินค่าตัวเองต่ำไปอาจารย์อยากให้ทุกคนพยายามเชื่อมั่นในตัวเองว่าทุกคนต้องทำได้ และจะต้องทำได้ดีกว่านี้แน่นอน ทำเอาพวกเราเคลิ้มไปตาม-ตามกัน
แต่อาจารย์ตบท้ายว่า
เพราะฉะนั้นอาทิตย์หน้าที่จะมีการสอบคู่จากที่เคยให้ตีคนละ40ให้เพิ่มเป็น60เพราะครูเชื่อมั่นว่าทุกคนทำได้!
แหะ-แหะ
เอาล่ะสิ ผมเริ่มประเมินค่าตนเองต่ำกว่ามาตรฐานซะแล้ว
posted @ 11:35:44 น. | 11 Comments


comment: 913 :
งานนี้ก็...ซวยเลย ต้องเพิ่มความมั่นใจมากกว่าเดิมสักหน่อยนะจ๊ะน้องโอ๊ต 555