Passion
post date :
06/05/2006 10:39:26
Passion [Yunho x Yuchun]
เพราะแจจุงถูกจับข้อหาตรวจพบแอลกอฮอล์ขณะขับรถทำให้สถานีโทรทัศน์หลายแห่งยกเลิกงานของพวกเรา สถานการณ์ตอนนี้จึงไม่ค่อยดีนัก ต้นสังกัดเกรงว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อสมาชิกในวง พวกเราจะเกิดความเครียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแจจุงเอง จึงให้พวกเราได้พักงานสามวันหลังจากงานคอนเสิร์ตของ BBQ จบลง
พอได้วันหยุด ชางมินก็รีบเก็บข้าวของกลับบ้านทันที เขาทำแบบนี้ทุกครั้งที่ได้หยุดติดต่อกันหลายวัน ส่วนจุนซูนั้น ทีแรกเจ้าตัวว่าจะนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่กับบ้านให้สบาย แต่พอที่บ้านรู้ว่าได้หยุด ก็โทรตามให้กลับบ้าน จุนซูไม่อยากขัดใจพ่อแม่ ทั้งยังเห็นว่าตัวเองไม่ได้กลับบ้านนานแล้วจึงเก็บของใส่กระเป๋ากลับบ้านแต่โดยดี
ฉะนั้นจึงเหลือคนอยู่โยงเฝ้าบ้านแค่สามคน มีผม ยุนโฮ และแจจุง
ไม่รู้ยุนโฮนึกครึ้มอะไร เขาหายออกจากบ้านไปเป็นชั่วโมงแล้วกลับมาพร้อมเหล้าผลิตในประเทศขวดหนึ่ง แจจุงทำหน้าเหยตอนเห็นขวดเหล้าเพราะเตือนให้นึกถึงสาเหตุว่าทำไมพวกเราจึงต้องมาติดแหง่กอยู่กับบ้านอย่างนี้ แต่ยุนโฮบอกว่าไม่เป็นไร ไหนๆก็ไม่ได้ออกไปไหนกันอยู่แล้ว ดื่มกันให้เมาเดี้ยงไปข้างหนึ่งดีกว่า ซ้ำยังพูดติดตลกว่า แจจุงคงไม่ถูกจับซ้ำสองแน่ๆเพราะไม่มีใบขับขี่ให้ยึดแล้ว
แจจุงหัวเราะลั่น แล้วพวกเราก็ตั้งวงกันที่โต๊ะกินข้าวตัวเดิม ยุนโฮเป็นคนรินแจกจ่ายให้ เหล้าเกาหลีสีอ่อนใสเหมือนน้ำเชื่อมผลไม้ รสชาติหวานหอมแตะปลายลิ้น ขื่นนิดๆเมื่อไหลลงผ่านลำคอ ทว่าเราทุกคนต่างรู้ดีว่านี่แหล่ะฤทธิ์แรงนัก ใครที่ดื่มไม่เป็นได้ลองมาดื่มมีหวังได้พับไปโดยไม่รู้ตัวทุกคน
เหล้าเข้าปาก เสียงพูดคุยหัวเราะเฮฮาของเรายิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกร้อนไปทั้งตัวแต่ไม่มึนเลย แค่รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจจนหยุดหัวเราะไม่ได้ ยุนโฮทำหน้าที่ของตัวเองแข็งขันชะมัด รินเหล้าส่งให้ผมกับแจจุงไม่ขาด ปากก็งัดเอาสารพัดเรื่องมาพูดไม่ได้หยุดปาก
เสียงของยุนโฮทุ้มนุ่มชวนฟัง เรื่องที่พูดก็ชวนให้ขำขันเหลือเกิน ไม่ว่าจะพูดอะไรก็น่าฟังไปหมด ไม่สิ...ต่อให้ยุนโฮพูดอะไรผมก็ว่าน่าฟังทั้งนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่ยุนโฮ...ล้วนแล้วแต่ดึงดูดผมทั้งสิ้น
ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่รู้สึกแบบนี้ พอรู้ตัวอีกทีก็ถอนสายตาและความรู้สึกไปจากยุนโฮไม่ได้แล้ว
แต่ผมสงสัย ผมรู้ว่าตัวเองติดใจยุนโฮก็จริง...แต่ไม่รู้ว่าทำไม
เหล้าพร่องจนเกินครึ่งขวด แจจุงส่ายหน้าเมื่อยุนโฮจะเติมให้อีก เขากดปลายหัวแม่มือคลึงนวดเบาๆบริเวณกึ่งกลางหน้าผาก บอกเบาๆ "ไม่ไหวแล้ว เหล้านายแรงชะมัด ถ้าไม่หยุดตอนนี้ฉันต้องแฮงก์ยาวจนหมดวันพักแน่ๆ" เสียงเขาไม่ได้อ้อแอ้อู้อี้ แต่กว่าจะเค้นออกมาได้แต่ละคำนั้นลำบากเอาการ แล้วแจจุงก็ลุกขึ้น ตั้งท่าจะเข้าไปนอนในห้อง แต่พอเดินไปถึงโซฟาตัวยาวที่ตังอยู่ตรงมุมห้อง เขาก็ทิ้งตัวลงแรงๆ พึมพำออกมา "ไปให้ถึงห้องไม่ไหวแฮะ" แล้วก็หลับไปทันที
ยุนโฮจึงลุกขึ้นไปเอาผ้าห่มมาห่มคลุมให้เพื่อน แล้วก็กลับมานั่งต่อกับผม
แจจุงรู้ลิมิตตัวเอง แต่ผมไม่รู้ ปรกติผมดื่มแต่เบียร์ไม่ก็ไวน์ นานครั้งจึงจะแตะเหล้าในประเทศสักที แล้วก็ไม่เคยดื่มมากเท่านี้ ผมลืมไปเลยว่าเจ้าน้ำสีใสนี่ฤทธิ์แรงนัก รู้สึกว่าตัวเองยังไม่มึนเลยสักนิด ผมจึงดื่มต่อเรื่อยๆ...เรื่อยๆ...จนกระทั่ง...
ผมรู้สึกตัวตื่นแล้วแต่เปลือกตาช่างหนักอึ้งเหลือเกิน พอฝืนจะลืมตาให้ได้ก็รู้สึกมึนศีรษะอย่างแรงราวกับโหลดหมุนเหวี่ยงหนักๆ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ยังเป็นวันหยุดจะนอนต่ออีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร ผมจึงผ่อนลมหายใจยาวตั้งใจจะหลับต่อให้สบาย แต่กลับรู้สึกไม่สบายตัวเลย หนาวเยือกๆชอบกลแถมยังรู้สึกเหนียวเหนอะหนะราวกับว่าก่อนนอนนั้นผมมีเหงื่อออกมากจนท่วมตัว แปลกจัง จำได้ว่าตอนดื่มรู้สึกร้อนก็จริง...แต่ไม่มีเหงื่อออกนี่นา ผมนิ่งนึกว่าตัวเองไปทำอะไรมากันแน่...ทว่านึกไม่ออก จำได้แต่ช่วงเวลาที่นั่งดื่มกับยุนโฮสองคนเพราะแจจุงหลับไปก่อนแล้ว ผมจำได้แค่นั้น นึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกลับเข้ามานอนในห้องได้อย่างไร
หรือผมจะหลับพับไปแล้วยุนโฮแบกกลับเข้าห้องมาหว่า?
หนาวจัง...เหนียวตัวด้วย แต่ผมยังไม่อยากลุกจากที่นอน มือจึงควานๆหาผ้านุ่มๆอุ่นๆจะได้ซุกกายให้อุ่น หลับต่อได้สบาย แต่แทนที่จะเจอผ้าห่ม ผมกลับเจออย่างอื่นที่นุ่มกว่าและอุ่นกว่า ไม่รอช้า...ผมรีบซุกกายเข้าไปหาทันทีโดยไม่ทันคิดว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วเจ้าสิ่งนั่นก็กดหลังผม ดันตัวผมให้เบียดชิดจนเนื้อแนบเนื้อทั้งตัว
...เนื้อแนบเนื้อทั้งตัว!?
ผมลืมตาขึ้นทันทีที่คิดได้ ตกใจจนเกือบจะร้องออกมาเสียงดังเมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคือยุนโฮ แต่ผมไม่ได้ร้องออกมาเพราะกังวลกับอย่างอื่นมากกว่า ผมลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว หาคำตอบได้ว่าทำไมจึงรู้สึกหนาว...เพราะผมไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าเลยสักชิ้นนี่เอง ผมหันไปมองยุนโฮ เขาสวมกางเกงนอนผ้าฝ้ายเพียงตัวเดียว บางอย่างในตัวเขาดุนนูนขึ้นมาให้เห็นเด่นชัด น่าแปลก...ปรกติยุนโฮมักสวมบอกเซอร์เวลานอน แต่นี่ไม่ได้สวม เหมือนกับว่า...เขาสวมใส่กางเกงตัวนี้ไว้เพียงลวกๆเท่านั้น
...ทำไมเขาทำแบบนั้น?
ยุนโฮไม่ปล่อยให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองนานนัก คงเพราะผมลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วจึงทำให้ฟูกนอนสะเทือน ยุนโฮจึงลืมตาตื่นขึ้น เมื่อเขาเห็นผมนั่งอยู่ข้างๆ จึงเอ่ยทัก "ไง...เป็นไงบ้าง..."
ผมกระพริบตาปริบ เป็นไงบ้างของยุนโฮหมายความว่าไง หมายถึงว่าร่างกายของผมเป็นยังไงบ้างหรือถามว่าผมรู้สึกยังไงบ้างกันแน่ ผมก้มลงมองร่างเปลือยเปล่าของตัวเอง รู้สึกเจ็บใจปนเสียใจหน่อยๆที่จำไม่ได้เลยว่าไอ่รอยแดงเป็นจ้ำๆบนผิวเนื้อขาวจัดนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ที่เนื้อตัวเหนียวเนอะหนะไปหมดทั้งตัวนี่ต้องมีสาเหตุเดียวกันกับรอยแดงพวกนี้แน่ๆ
ผมเอามือแตะปากตัวเองเหมือนทุกครั้งที่ใช้ความคิด แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกเจ็บตึงๆ ราวกับว่ากลีบปากบวมปริออกมาเพราะถูกบดเบียดอย่างหนักจนชอกช้ำ...สาเหตุเดียวกันอีกล่ะสิเนี่ย
"ยูชุน...ฉันขอโทษ..." ยุนโฮบอกเสียงเบาและอ่อย เขาคงตีความว่าอาการเงียบของผมนั้นคือความโกรธ ผมมองสบตายุนโฮ ดวงตาเรียวคู่นั้นหงอยละห้อยเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆที่ถูกจับได้ว่าแอบไปเล่นซนมา ผิดกันก็ตรงที่ลูกหมาตัวนี้ตัวโตมาก...และแรงก็เยอะมากเสียด้วยเพราะผมเริ่มรู้สึกปวดระบมน้อยๆตามเนื้อตัว ให้ตายสิ...นึกไม่ออกจริงๆว่าผมผ่านค่ำคืนที่ผ่านมากับยุนโฮได้ยังไง
"ช่างมันเถอะ" ผมพูดออกมา คิดว่าคำตอบแบบนี้น่าจะทำให้สบายใจทั้งสองฝ่าย "...ฉันไม่เป็นไร"
"ไม่เป็นไรได้ยังไง...นายเสียหาย..." ยุนโฮค้าน ทำให้ผทมชักมีอารมณ์ อุวะ...อุตส่าห์บอกว่าไม่เป็นไรเรื่องจะได้จบๆกันไป ไม่ต้องลำบากใจกัน แล้วจะค้านหาอะไรล่ะนี่ หรือจะต้องให้ร้องไห้โฮๆ บอกว่าไม่ย๊อมไม่ยอม นายต้องรับผิดชอบฉันนะ...งั้นหรือ?
"ฉันเป็นผู้ชาย เสียหายแค่นี้ไม่สึกหรอหรอกน่า แล้วก็ไม่ท้องด้วย เว้นแต่ว่านายจะเอาโรคมาติดฉัน?" ผมมองหน้ายุนโฮ คาดคั้นเอาคำตอบ เขาส่ายหน้าเร็วๆทันที "...ไม่มีโรคก็แล้วไป ฉันไม่อยากไปขึ้นขาหยั่งอ้าขาให้หมอตรวจหาเชื้อนักหรอก" พูดจบผมก็ลุกขึ้นจะลงจากเตียง เช้าแล้วไม่รู้ว่าแจจุงที่นอนอยู่ข้างนอกจะตื่นหรือยัง จะว่าไปเจ้านั่นก็มีส่วนที่ทำให้ลงเอยแบบนี้ ถ้าแจจุงไม่หนีไปนอนก่อน ผมคงไม่ต้องอยู่กับยุนโฮสองต่อสอง
"เดี๋ยวสิยูชุน..." ร่างผมกระตุกด้วยแรงที่ยุนโฮคว้าแขนผมไว้ ทำให้ผมต้องนั่งแปะลงบนเตียงอีกครั้ง "...ฉันเสียใจจริงๆ ไม่ได้สักแต่ว่าพูดเพื่อที่จะปัดมันให้พ้นๆไป ถ้านายต้องการจะให้ฉันทำอะไรเป็นการชดใช้...ฉันยินดี"
ผมมองหน้ายุนโฮ มองลึกเข้าไปในดวงตา เขากำลังคิดอะไรอยู่หรือ แวววิบวับในดวงตาคู่นั้นทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ผมดึงแขนให้หลุดออกจากมือเขา หันไปหยิบกางเกงที่ถูกถอดกองไว้ขึ้นมาสวม และออกจากห้องไปโดยไม่ได้มองหน้ายุนโฮอีกเลย
- - -
แจจุงหลับยาวจนเลยเที่ยงจึงจะลุกขึ้นมาได้เสียที ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของอาการเมาค้างราวกับว่าการนอนหลับยาวคือการเยียวยาร่างกาย ชาร์ตแบตให้พลังงานเต็มเปี่ยม หมอร่าเริง...ร่าเริงมาก ฮัมเพลงหงุงหงิงๆพลางเก็บเศษซากของเหลือใช้ที่พวกเราทิ้งกันเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ซ้ำยังถามด้วยว่าคืนนี้จะดื่มกันอีกไหม โอกาสที่จะดื่มกันตามสบายโดยไม่มีเด็กๆอยู่ด้วยนั้นหายากนัก มีโอกาสก็ต้องเก็บเกี่ยวให้เต็มที่
ยุนโฮหันมามองหน้าผม ทำหน้าเหมือนกับกำลังรอคำอนุญาต
"จะดื่มกันก็ตามใจ แต่ฉันไม่เอาด้วย จะทำงาน" พูดจบผมก็คว้าเปเปอร์ชีทที่แต่งเพลงค้างไว้เข้าไปในห้องห้องทำงานที่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องเสียงครบครัน ปิดประตูตามหลังไม่อยากรับรู้ว่าสองคนนั้นจะทำอะไร แต่แท้ที่จริงแล้ว ที่ผมทำแบบนี้ก็เพื่อปิดกั้นตัวเองให้ออกห่างจากความเป็นจริง ผมไม่อยากคิดถึงเรื่องของตัวเองกับยุนโฮ ผมบอกตัวเองอย่างที่บอกกับยุนโฮว่าช่างมันเถอะ ผมไม่เป็นอะไร แล้วก็แล้วกันไป แต่ไม่รู้ทำไม...ยิ่งบอกตัวเองก็ยิ่งสลัดยุนโฮออกไปจากความคิดไม่ได้
ผมจึงไม่ได้แตะต้องงานอย่างที่ตั้งใจว่าจะจัดการให้เรียบร้อย จมอยู่กับความคิดตัวเองเป็นชั่วโมงๆ จนกระทั่งสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูเรียก ประตูห้องเปิดผลั่วะเข้ามาโดยไม่รอให้ผมตอบรับ ผมเงยหน้าขึ้น...หัวใจฟุบแฟ่บลงเมื่อเห็นว่าเป็นแจจุง ไม่ใช่อีกคนที่กำลังคิดถึง
แจจุงถือชามเคลือบใบโตเข้ามาด้วย กลิ่นหอมจากในชามลอยแตะจมูกทำให้รู้สึกหิว ผมลืมไปเลยว่าวันนี้ยังไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย "ทำงานเพลินหรือไงถึงได้ไม่ยอมออกไปกินข้าว หิวจนแห้งตายคาห้องจะสมน้ำหน้าแถมให้" ถึงแจจุงจะหน้าสวยเหมือนผู้หญิง แต่แจจุงก็คือแจจุง ปากร้ายยิ่งกว่ายายแก่แม่มดเสียอีก เขาเลื่อนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ออกแล้ววางชามข้าวลงแทนที่ "กินซะ...กินให้หมดด้วย นายไม่ยอมออกไปกินข้าว เจ้ายูโนวเลยบ่นใหญ่ เป็นห่วงแต่ดันไม่ยอมเข้ามา ใช้ให้ฉันเอาข้าวมาให้นายเสียนี่" บ่นงึมงำๆอีกสองสามคำแล้วก็ออกไป
ผมมองชามข้าวที่วางอยู่ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบช้อนมาตักเข้าปาก แล้วทำหน้าเหย กลิ่นหอมก็จริง...แต่รสชาติไม่ได้ความเลย แปลกพิกล...ฝีมือแจจุงทำกับข้าวนั้นเป็นที่รู้กันว่าเอร็ดอร่อยเสียจนกินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ยิ่งข้าวคลุกแบบนี้ยิ่งถนัด ผมเคยเห็นหมอนั่นทำข้าวคลุกด้วยการโยนโน่นใส่นี้ลงในชามเหมือนไม่ได้คิดอะไร แต่รสชาติกลับอร่อยเหาะเหมือนใช้เวทย์มนตร์
...หรือนี่จะไม่ใช่ฝีมือแจจุง?
แต่ถ้าเป็นยุนโฮก็ยิ่งแปลกหนักเข้าไปอีก รายนั้นทำครัวเป็นที่ไหน จะทอดไข่สักใบครัวแทบวายวอด
ผมตักข้าวเข้าปากอีก ถึงรสชาติจะไม่เข้าท่า แต่พอคิดว่ายุนโฮเป็นคนทำให้มือก็หยุดไม่ได้ หัวใจค่อยๆพองโตจนคับอก กระทั่งข้าวหมดชามไม่รู้ตัว ผมหัวเราะกับตัวเอง เป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย กินเข้าไปได้ ไม่กลัวท้องเสียหรือไง
แล้วผมก็ยอมออกจากห้องทำงานจนได้ ในมือถือชามเปล่าออกมาด้วย บ้านเงียบพิกล เหมือนกับว่าไม่มีใครอยู่เลย ผมเข้าไปในครัว...ไม่พบใคร ในห้องน้ำก็ไม่มีคนอยู่ จึงเข้าไปในห้องนอน เห็นยุนโฮนอนคว่ำหน้าซุกเจ้าตุ๊กตากวางแบมบีตัวโปรดอยู่คนเดียว
"แจจุงไม่อยู่หรือ" ผมเอ่ยถาม ยุนโฮหันขวับมาทางผม ลุกพรวดพราดขึ้นนั่ง ทำหน้าตื่นๆ ผมจึงถามย้ำ "...แจจุงล่ะ?"
"ไม่อยู่ ออกไปกับเพื่อนน่ะ แจจุงโทรเรียกให้เพื่อนมารับสักครึ่งชั่วโมงที่แล้วได้มั้ง" เขาหันไปมองนาฬิกาให้แน่ใจ แล้วหันกลับมามองผม บอกหงอยๆ "...ถ้า...ถ้านายไม่สบายใจ ฉันจะออกไปข้างนอก นายอยู่บ้านก็แล้วกัน"
"หือม์?..." ผมเลิกคิ้วสงสัย "...ถ้าไม่สบายใจ?...ฉันน่ะหรือ?"
ยุนโฮพยักหน้าเร็วๆตอบ ผมเห็นใบหูเขาเป็นสีแดงจัดชัดเจน จึงค่อยเข้าใจว่าเขาเหมายถึงเรื่องเมื่อคืน เขาคิดว่าผมโกรธ...โกรธมากเสียด้วย เพราะผมแทบไม่พูด ไม่มองหน้าเขาเลย นี่คงกำลังรู้สึกผิดล่ะสิ
ผมเดินเข้าไปหายุนโฮ นั่งลงข้างๆเขา บอกเบาๆ "เรื่องเมื่อคืน...ฉันไม่ได้โกรธ..." ยุนโฮหันมามองผมให้เต็มตา ดูจากสีหน้าแล้วเขาคงไม่เชื่อหูตัวเองเท่าไหร่ แต่จะให้ผมพูดซ้ำอีกก็เห็นจะไม่ไหว จึงเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง "...ฉันกินข้าวหมดแล้ว ขอบใจมาก"
"อร่อยหรือเปล่า" เขาถาม
"ไม่เลย" ผมสั่นหัวแรงๆ "รสชาติเห่ยชะมัดจนแน่ใจว่าคนทำไม่ใช่แจจุงแน่ๆ แต่พอคิดว่านายเป็นคนทำก็ดันตักเข้าปากเรื่อยๆจนหมดชาม กลัวคนทำจะเสียใจล่ะมั้ง"
ยุนโฮหัวเราะ ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่าที่เสียงหัวเราะของเขาฟังดูสุขสมใจ
"ไว้ฉันจะให้แจจุงสอนให้ แล้วจะทำให้นายกินอีก คราวหน้าต้องอร่อยกว่านี้แน่"
"จะใช้ฉันเป็นหนูทดลองล่ะสิ" ผมแกล้งว่า ยุนโฮยิ้มเขินรับ แล้วเขาก็เงียบไป ครู่ใหญ่เลยทีเดียวกว่าจะเอ่ยออกมา
"ยุชุน..." เขาเรียก "...เมื่อคืนน่ะ...เราไม่ได้มีอะไรกัน..."
ผมกระพริบตาปริบ ความรื่นรมย์จากเสียงหัวเราะของยุนโฮหายไปในพริบตา วินาทีนั้นผมรู้สึกราวกับหัวใจเป็นลูกตุ้มหนักที่กำลังดิ่งลงเหว "...หมายความยังไง...ในเมื่อ..." ผมหันไปจะสบตาเขา แต่ยุนโฮเมินมองไปทางอื่น ไม่มองหน้าผม
"เรา...กอดกัน...แต่ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น นายเมามาก...แทบไม่มีสติเลยตอนที่เราสองคนนัวเนียกัน แล้วพอ...จะทำให้ถึงที่สุด...นายก็หลับไป" เสียงของเขาเบาและแห้ง เขาจะรู้ไหมว่าหัวใจของคนฟังก็แห้งผากเช่นกัน ตลกใช่ไหม แทนที่ผมจะดีใจและโล่งอกที่รู้ว่าจริงๆแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ผมกลับเสียใจ...
"ฉันขอโทษ..."
"พอที!" ผมตัดบท ไม่อยากฟังแล้ว ผมไม่อยากฟังยุนโฮย้ำว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรา ผมเจ็บ...
รู้แล้วว่าที่ผมรู้สึกติดใจยุนโฮนั้นเพราะอะไร...
ยุนโฮจะโกหกให้ผมดีใจก็ได้...แต่เขาไม่ทำ...
ผมลุกจากเตียง ไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว
"ยุชุน!!" ยุนโฮเรียก แต่ผมไม่สนใจจะฟัง ผมปรี่ไปที่ประตู มือแตะลูกบิด ผมไม่อยากได้ยินเสียงเขา
"ฟังสิยูชุน! ที่ฉันพูดเพราะไม่อยากให้เรื่องของเราเป็นเรื่องโกหก...ฉันอยากให้มันเป็นความจริง!"
ผมแตะลูกบิดประตูค้าง นิ่งอึ้ง รู้ตัวอีกทีร่างอุ่นๆก็มายืนซ้อนหลัง มืออุ่นจัดวางทาบทับบนหลังมือผม...บีบเบาๆ ผมรู้สึกเลยว่ามือของเขาสั่น
"แค่นายบอกว่าไม่ต้องการ...คำเดียวเท่านั้น....ฉันจะปล่อยมือ" เสียงทุ้มห้าวของเขากระซิบอยู่ข้างหู ฟังดูเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บจนคนฟังอย่างผมรู้สึกเจ็บตาม
"ห้ามปล่อยนะ..." ผมบอกเขา เสียงผมสั่น "ห้ามปล่อยมือจากฉัน...ฉันต้องการนาย"
ยุนโฮรับคำสั่ง เขาดึงมือผมให้ออกห่างจากประตู มืออีกข้างดันข้างผมขึ้น เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ ทาบทับริมฝีปากนุ่มลงมาช้าๆ เล็มไล้แผ่วเบา ลมหายใจผมสะดุดสั่นเมื่อปลายลิ้นเขาสอดแทรกเข้ามาหา อุ่นชื้นและรุมร้อน แต่ก็ปลุกปลอบด้วยความอ่อนโยนที่แฝงไว้
"ยูชุน..." เสียงยุนโฮกระซิบเรียกหาผมแผ่วเบา ผมอยากบอกเขาเหลือเกินว่าผมชอบวิธีที่เขาทออดเสียงเรียกชื่อผม อยากให้เขาเรียกซ้ำ...ซ้ำ...ซ้ำอีก รสจูบของเขารุมร้อน หวานจัดหลอกล่อให้ผมหลงใหล แล้วยิ่งสดับเสียงเรียกชื่อ หัวใจของผมยิ่งเตลิดไปไกล ให้เขาลูบไล้ผิวกายใต้เสื้อที่สวมอยู่อย่างเต็มใจ กระดุมเสื้อหลุดจากรังดุมทีละเม็ด สาบเสื้อแยกออกจากกัน ริมฝีปากอุ่นทาบลงบนผิวเนื้อ...อุ่นจัดจนผมสะดุ้งครางเครือออกมา แปลกใจไม่น้อยที่เสียงร้องของตัวเองช่างวาบหวามนัก ยุนโฮยิ่งฝังจูบบนผิวกายผมหนักขึ้น ขบเม้มฝากรอยรักให้เพิ่มขึ้นจากวันวาน แต่ต่างกันที่วันนี้ผมเต็มใจให้เขาทำ ไม่ใช่เผลอไผลเพราะเมามายอย่างเมื่อคืน
เสียงครางของผมกระชั้นถี่หหักมากขึ้นผสานกับเสียงครึมครางของยุนโฮที่ได้ฟังแล้วยิ่งเร้าอารมณ์หวาม มือของเขาลูบไล้แตะต้องทุกที่ที่ไปถึง เคล้นคลึงคลอเคล้าด้วยริมฝีปากทุกที่ที่ทำได้ เราสองคนต่างหอบหายใจระรัว หายสั่นไหวระริก ยิ่งบดเบียดให้แนบชิดมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องการกันและกันมากขึ้นอีก
สติของผมเลือนลาง แม้ตั้งใจแล้วว่าครั้งนี้ตะครองสติเก็บเอาความทรงจำนี้ไว้ให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ถูกยุนโฮพาไปให้เผลอไผล ความรุมร้อนและฉ่ำหวานที่ปรนเปรอให้ทำให้ผมเมามายเสียยิ่งกว่าเหล้าฤทธิ์แรงเสียอีก ทว่าในเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำ ผมจำได้ว่าตัวเองเอ่ยถามออกไป
"...เรื่องของเราไม่ใช่เรื่องโกหกใช่ไหม?"
"ไม่...เรื่องระหว่างเราเป็นความจริง..."
ยุนโฮตอบรับหนักแน่นและมั่นคง มือเขบีบกระชับมือผมแนบแน่น ผมแน่ใจ...เขาจะไม่ปล่อยมือจากผมแน่นอน
รักเหลือเกิน...จุงยุนโฮ...
- - -
.
.
.
.
.
.
.
.
.
รู้ไหม...อีกสองอาทิตย์ต่อมายุนโฮสารภาพกับผมว่าอะไร...?
เขาบอกว่า เขาจงใจมอมเหล้าแจจุงให้หลับ จึงเลือกเหล้าฤทธิ์แรงที่สุดที่จะทำให้คอทองแดงอย่างแจจุงหลับสนิทได้ ส่วนตัวผมนั้น เขาให้ดื่มไม่มากเท่าแจจุง พยายามหลอกล่อให้ฟังเขาพูดมากกว่า และแน่นอน...คืนนั้นยุนโฮแทบไม่ได้ดื่มเลย
เขาตั้งใจมอมผม แต่แผนเสียไปเพราะผมดันหลับไปก่อน
ตั้งใจจะแก้ตัวอีกทีในวันถัดมา แจจุงอุตส่าห์ถามว่าจะดื่มอีกไหม เขาลองหยั่งท่าทีผม แต่ผมไม่เล่นด้วย ซ้ำอาการปึ่งชาของผมทำให้เขาเข้าใจว่าผมโกรธมาก โกรธจนไม่ยอมพูดกับเขา ไม่มองหน้าเขา สุดท้ายเขาจึงยอมสารภาพด้วยหน้าซื่อๆตาใสๆ เพราะใจก็นึกหวั่นว่าผมจะจับได้ภายหลัง จะยิ่งโกรธหนักกว่าเดิม ชิงสารภาพเสียก่อนเผื่อผมใจอ่อน
...แล้วผมก็ตกหลุมเขาไปเต็มๆ แต่ให้ตายสิ รู้อย่างนี้แล้วไม่ยักกะโกรธลงแฮะ
END
« Sweet@Home 24-end
Fiction Update »
3 Comment
|